Pages

Friday, April 6, 2018

ชีวิตอาจารย์สอนชั่วคราว; contract teacher หรือ casual teacher ท่านหนึ่ง

เทอมนี้อาจารย์ผู้หญิงสอนวิชาคณิตศาสตร์ 1 ท่านได้ทำการลาคลอด 1 เทอม

เทอมนี้ที่ภาควิชาของเรา ภาควิชาคณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์ ก็เลยมีอาจารย์สอนชั่วคราวที่เป็น contract teacher หรือ casual teacher มาสอนแทน 1 คน เป็นเวลา 1 เทอม

อาจารย์ที่เป็น contract teacher ท่านนี้มีอายุมากแล้ว
จากการคาดเดาเราคิดว่าอายุเขาน่าจะอยู่ในช่วง 65 ถึง 70 ปี

จากการพูดคุยเราก็รู้ว่าอาจารย์ที่เป็น contract teacher เขาเคยเป็นอาจารย์ข้าราชการประจำมาเป็นเวลา 22 ปี ก่อนที่จะเกษียณ

และก่อนที่จะเกษียณ อาจารย์ที่เป็น contract teacher ท่านนี้ก็ได้ทำงานในตำแหน่งหัวหน้าภาคด้วย (Head Teacher) ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งที่สูงมาก ความฝันของอาจารย์ได้หลายคนคือการเป็นหัวหน้าภาค (ยกเว้นเรา)

เราก็เลยสงสัยว่าคนที่เขาอายุขนาดนี้แล้วทำไมเขาจะต้องกลับมาเป็นอาจารย์สอนด้วยนะ เป็นอาจารย์สอนชั่วคราวตามโรงเรียนนั้นที่โรงเรียนนี้ที

และเราก็สงสัยว่า ก็ในเมื่อเขาทำงานในตำแหน่งหัวหน้าภาค ทำไมถึงเกษียณตัวเองหรอ เพราะว่าเงินเดือนของอาจารย์ที่ทำงานเป็นหัวหน้าภาค เงินเดือนก็สูงมากกว่าเป็นอาจารย์สอนทั่วๆไป (classroom teacher)

เขาก็เลยบอกเราว่า ตอนที่เข้าทำงานในตำแหน่งหัวหน้าภาค งานเขาหนักมาก เครียด ก็เลยตัดสินใจลาออกหรือเกษียณตัวเอง เพราะเขาคำนวณแล้วว่าเงินเกษียณอายุที่เขาสะสมมาน่าจะพอในการใช้จ่าย

เงินเกษียณอายุที่ประเทศออสเตรเลียเราเรียกว่า superannuation นะครับ คือเงินสะสมที่เราได้รับจากนายจ้าง และก็สามารถถอนออกมาใช้ได้ตอนที่เราอายุ 60 ปี หรือ 65 ปีขึ้นไป

กฎในการถอนเงินเกษียณ (superannuation) ออกมาใช้ตอนอายุ 60 ปี แตกต่างกันกับตอนที่ถอนเงินออกมาใช้ตอนอายุ 65 ปี

ทีแรกเขาก็คิดว่าเงินที่เขาสะสมเอาไว้ใช้ตอนเกษียณมันน่าจะพอ แต่สรุปแล้วมันก็ไม่พอใช้ เพราะเขาก็มีลูกชาย 2 คน อายุ 11 ปีแล้วก็อายุ 13 ปี เราเองก็ไม่กล้าถามว่าทำไมลูกอายุยังเด็กจังเพราะว่าดูท่าทางเขาแล้วเขาก็น่าจะอยู่ประมาณ 65 ปีถึง 70 ปี ก็แสดงว่าเขามีลูกตอนแก่ อาจจะเป็นเพราะแต่งงานใหม่หรืออะไรยังไงเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เราก็ไม่ได้ถามในเรื่องส่วนตัวของครอบครัวเขามาก

เราฟังดูแล้วก็รู้สึกหดหู่นะกับการที่คนอายุขนาดนี้แล้วจะต้องกลับเข้ามาเป็นอาจารย์สอน เพราะเหตุผลของการกลับมาสอนไม่ใช่เพราะเขายังอยากที่จะสอนอยู่ เพราะถ้าเขายังอยากที่จะสอนเขาก็คงไม่ลาออก ไม่เกษียณตัวเอง แต่นี่การที่เขากลับเข้ามาเป็นอาจารย์สอนชั่วคราว เป็น contract teacher หรือ casual teacher เพราะมีปัญหาเรื่องการเงิน

การที่คนอายุขนาดนี้จะต้องมา worries เรื่องการเงิน เรื่องการจับจ่ายใช้สอย บอกตามตรงว่าเรารู้สึกหดหู่ใจยังไงไม่รู้

เราก็ได้แต่บอกตัวเองว่า เราจะไม่เป็นแบบนี้ใช่ไหม
เราจะต้องมีการวางแผนชีวิตที่ดีกว่านี้ใช่ไหม

โดยเฉพาะคนที่เคยทำงานในตำแหน่งที่สูงมาก่อน เคยเป็นหัวหน้าภาคมาก่อน การเป็นหัวหน้าภาคก็คือการดูแลงานทั้งหมดในภาควิชานั้น ๆ ต้องดูแลอาจารย์สอนที่อยู่ในภาควิชานั้น ๆ แต่ตอนนี้เขาเป็น “แค่” อาจารย์สอนชั่วคราวทั่ว ๆ ไป ซึ่งจะต้องคอยรับคำสั่งว่าแต่ละวันต้องสอนอะไร แต่ละวันต้องสอนคลาสไหน 

ณ วันหนึ่งเขาเคยทำงานอยู่ในตำแหน่งที่สูง แต่มาวันนี้ตำแหน่งการทำงานของเขามันดูลดต่ำลงมาเลยทันที

ถ้าเขากลับมาเป็นอาจารย์สอนชั่วคราว เพราะว่าเขาเบื่อที่จะนั่งอยู่กับบ้านเฉย ๆ นั่นมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่นี่เขามีความจำเป็นที่จะต้องกลับมาสอน เพราะเรื่องของการเงินและการจับจ่ายใช้สอยภายในครอบครัว มันทำให้ชีวิตบั้นปลายของคนเรามันดูแปลก ๆ ยังไงไม่รู้

คนที่เป็นอาจารย์สอนชั่วคราว งานมันก็ไม่ได้ประจำอะไร เขาจะถูกเรียกตัวมาสอนก็ต่อเมื่ออาจารย์หรือข้าราชการประจำที่เขาสอนประจำอยู่แล้วมีการลากิจหรือลาป่วยอะไรก็ว่าไป มันเป็นอะไรที่ไม่แน่นอน

ชีวิตคนที่ประเทศออสเตรเลียก็ไม่ได้สบายไปหมดซะทุกคนนะครับ
และหลายคนยังต้องดิ้นรน ไม่ว่าคนที่ทำงานใช้แรงงาน หรือคนที่ทำงานเป็น professional แบบนี้

Friday, December 15, 2017

หน้าที่ของอาจารย์คือการเปลี่ยนชีวิตใครบางคน


งานสอนเหรอ
อาชีพการเป็นอาจารย์เหรอ

ค่าแรง ค่าตอบแทนมันไม่ได้มากหรอกนะ
แต่เราก็คิดว่ามันเป็นหน้าที่การงานที่ respectful 

ถึงแม้ว่า culture ของการเรียน การสอนของประเทศออสเตรเลีย จะแตกต่างจากเมืองไทย เราก็คิดว่าเราโชคดีนะ ที่ได้มีโอกาสรับราชการที่นี่

การเรียนการสอนของประเทศออสเตรเลีย นักเรียนบางคนก็ challenging เหมือนกัน เพราะนิสัยและวัฒนธรรมของนักเรียนที่ต่างประเทศ ไม่เหมือนเมืองไทย

ที่เมืองไทย นักเรียนยังเกรงกลัวครู อาจารย์
ให้ความเคารพ

จริงอยู่เราสอนนักเรียนที่เรียนเก่ง เป็นส่วนมาก แต่บางที บางปีก็จะมีนักเรียนบางคนที่หลงมาเหมือนกัน ที่เป็นเด็กห้องท้าย ๆ เรียนไม่ค่อยเก่ง

นั่งหลังห้อง เรียนมั่ง ไม่เรียนมั่ง

เราไม่ได้ให้ความสนใจมากเท่าไหร่ เพราะคิดว่านักเรียนเป็น senior student แล้ว

ใครใคร่เรียน เรียน
ใครใคร่เล่น เล่น

เพราะไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว

แต่เราก็ไม่ได้บังคับเด็กมาก เพราะเราคิดว่านักเรียนโต ๆ กันแล้ว
ขอให้เขาไม่รบกวนนักเรียนที่อยากจะเรียน ก็เป็นพอ

นักเรียนคนนี้เป็นคนอพยพ
เป็นนักเรียนชาวผิวดำ
หนีสงครามมาจากทวีปแอฟริกา 

เขาอาจจะไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังเหมือนนักเรียนคนอื่น ๆ 
แต่ก็ยังได้เข้าเรียน IT ต่อที่มหาวิทยาลัย แต่ก็เป็นมหาวิทยาลัย อันดับหลัง ๆ 

แต่ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
เพราะเราก็คิดว่า นักเรียนคนนี้คงจะไม่ติดมหาวิทยาลัยที่ไหน

เมื่อวานเราก็มี dinner เพื่อเป็นการ celebrate the success ของนักเรียนเรา

นักเรียนคนนี้มาไม่ได้ แต่ก็ SMS มาหา

อ่านแล้วมันก็ประทับใจนะ

เราก็รู้สึกว่า เออ งานที่เราทำ มันก็เป็นการเปลี่ยนชีวิตของหลาย ๆ ชีวิตนะ

ไม่มากก็น้อย

นักเรียนทุกคน deserve the second chance
มันเป็นโอกาสให้นักเรียนได้เปลี่ยนแปลง และปรับปรุง แก้ไขนิสัย

แต่คือทั้งนี้และทั้งนั้น
นักเรียนก็ต้องแก้ไข ปรับปรุงนิสัย ของเขาเอง เพราะคงไม่มีใครสามารถเปลี่ยนนิสัยของใครได้

แต่อย่างน้อยก็เป็นการเปิดโอกาสให้กับตัวนักเรียนเอง
เราก็ได้แต่หวังว่า ตัวนักเรียนเองจะใช้โอกาสนี้ เพื่อที่จะได้มีโอกาสและอนาคตที่ดีขึ้น

เพราะชีวิตนักเรียนเอง ก็หนีสงครามมา
เพื่อที่จะมีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น

ก็อาจจะมีบ้างที่บางคนมา แล้วหลงแสง สี เสียง
มัวแต่สนุกและ enjoy the confortable life และ take things for granted มากเกินไป จนลืมคิดถึงอนาคต ลืมคิดถึงว่าชีวิตนี้จริง ๆ แล้วคือเขาหนีสงครามมา เพื่อที่จะมามีชีวิตที่ดีขึ้นนะ

ส่วนตัวเราเอง เราก็คิดว่าเราได้ทำหน้าที่ของเราแล้ว
ส่งนักเรียนถึงฝั่งแล้ว มันก็หมดหน้าที่ของเราแล้วหละ

แค่นี้ชีวิตก็มีความสุขแล้วครับ

Thursday, December 14, 2017

ผลสอบ HSC


การศึกษาที่ประเทศออสเตรเลีย แต่ละรัฐมีความแตกต่างกันออกไป

ที่รัฐ NSW เรามี HSC; High School Certificate ซึ่งก็คือใบจบการศึกษามัธยม หรือ high school

ที่รัฐ NSW มี HSC แต่รัฐอื่นก็จะมีระบบ มี system ของเขาที่แตกต่างกันออกไป

ประมาณเดือนธันวาคม ผลสอบของนักเรียนทั่วรัฐ NSW ก็จะมีการประกาศทั่วรัฐ 

ทั้งนักเรียนและอาจารย์เองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน

โดยเฉพาะที่สอนเด็กห้อง top class ด้วยแล้ว ทุกคนเราก็มีความคาดหวัง

ผลการสอบจะแบ่งออกเป็น band

band 6 จะเป็น band สูงสุด

band 6; 90 - 100
band 5; 80 - 89
band 4; 70 - 79
band 3; 60 - 69
band 2; 50 - 59

และคะแนนก็จะลดหลั่น ลงเรื่อย ๆ

ปีนี้ที่โรงเรียนมีนักเรียนได้ band 6 แค่คนเดียว คือลูกศิษย์เรา ที่เรียนวิชาคอมพิวเตอร์; Information Processes & Technology (IPT)

นอกนั้นก็ได้ band 5 ที่คะแนนใกล้เคียง band 6 มาก

บางคนก็ได้ 89
บางคนก็ได้ 88

ซึ่งถือว่าใกล้เคียง band 6 มาก

ซึ่งเปรียบเทียบกับวิชาอื่น ๆ อาจารย์คนอื่น ๆ เราคิดว่าวิชาที่เราสอน ผลการสอบออกมาดีที่สุดในโรงเรียน

มันเป็นอะไรที่น่าภูมิใจนะ

Asian proud... นะ

จริง ๆ แล้ว คนเราจะสัญชาติอะไร ยังไง ถ้าทำงานด้วยความตั้งใจ ผลงานมันก็ออกมาดี เป็นเงาตามตัวนะ

คนไทยอยู่ที่ไหนก็ประสบความสำเร็จได้

ภาพที่อยู่ใน post ก็คือภาพที่เราพานักเรียน ไปทานอาหารไทยกัน
เพราะหลังจากนี้ทุกคนก็คงแยกย้ายกันไปเรียนมหาวิทยาลัย หรือเดินตามทางของใครมันกันไป

ก็คือว่าเป็นการ celebrates tha success ก็แล้วกัน
ส่งท้ายปีเก่าด้วย... 

Friday, April 1, 2016

บางคนที่เลือกที่จะสอน แต่บางคนก็เล็งไปที่การเลื่อนขั้น


โรงเรียนก็เป็นอีกองค์กรหนึ่ง ซึ่งไม่แตกต่างอะไรไปจากองค์กรอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรเอกชนหรือองค์กรของรัฐบาล

ทุกคนที่ทำงานต้องการไต่เต้า เพื่อไปทำหน้าที่การงานที่สูงขึ้น ที่ออสเตรเลีย ค่าแรงของอาจารย์สอนประจำชั้นกับอาจารย์ผู้บริหารนั้นต่างกันลิบลับ อาจารย์ผู้บริหารจะได้เงินเดือนที่สูงมาก ดังนั้นอาจารย์หลายๆคนก็พยายามที่จะไต่เต้าขึ้นไปในตำแหน่งที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอาจารย์ที่มีอาชีพการสอนเป็นอาชีพหลัก เพราะนั่นมันคือรายได้หลัก หรือ main income ของพวกเขา แต่สำหรับเรา ไม่ใช่ เราทำงานอย่างอื่นซึ่งเป็นธุรกิจของตัวเองอยู่แล้ว เราก็เลยไม่ได้ดิ้นรนกระเสือกกระสนเหมือนอาจารย์คนอื่นเขา 

ทุกครั้งที่มีตำแหน่งภายในเปิด ซึ่งก็เป็นแค่ตำแหน่งภายในโรงเรียนเองนะ แต่ก็รู้สึกว่าทุกคนยื่นใบสมัคร แก่งแย่งแข่งขันกันเหลือเกิน

ยิ่งทำงานตรงจุดนี้ๆนานๆไป มันก็ยิ่งเห็นความแตกต่างของอาจารย์แต่ละคน บางคนก็พร้อมที่จะละทิ้งหน้าที่การสอนทุกอย่างเพื่อไปทำงานในตำแหน่งที่สูงกว่า เปลี่ยนจากอาจารย์สอนประจำ ไปเป็นอาจารย์ผู้บริหาร เพราะตำแหน่งที่สูงกว่าเงินเดือนก็ดีกว่า ซึ่งเราก็เข้าใจนะ แต่เขาจะรู้บ้างใหมว่า ทันทีที่มีการผลัดเปลี่ยนตำแหน่ง จากอาจารย์สอนไปเป็นผู้บริหาร เด็กนักเรียนที่เขาสอนๆอยู่ก็จะเคว้งทันที เพราะนั่นคือมันจะต้องมีการเปลี่ยนตารางสอน หาอาจารย์ชั่วคราวมาสอนแทน ไม่เกิดการต่อเนื่องของการเรียนและการสอน คุณภาพการเรียนการสอนไม่ต่อเนื่อง ซึ่งจะมีผลกระทบแต่เด็กนักเรียนแน่นอน

เราเองก็เข้าใจนะว่าทุกคนก็ต้องการที่จะไต้เต้าหรือเลื่อนขั้นการทำงาน แต่เขาจะนึกถึงเด็กนักเรียนตาดำๆที่เขาทิ้งไว้ข้างหลังหรือเปล่านะ โดยเฉพาะเด็ก year 12 หรือ ม.6 ซึ่งจะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อมาก เพราะถ้าหากนักเรียนไม่มีอาจารย์ประจำมาสอน อาจารย์ที่ได้มาก็ผลัดเปลี่ยนกันมาเรื่อยๆ คุณภาพของการเรียนการสอนมันก็จะหายไป ยกตัวอย่างเช่น เอาอาจารย์สอนวาดรูป มาสอนแทนวิชาภาษาอังกฤษเป็นต้น เราคิดว่าสุดท้ายผลเสียก็คงต้องเกิดขึ้นกับเด็กนักเรียน

แต่ก็อย่างว่าแหละนะ อาจารย์ทุกคนต้องการเอาตัวรอด ต้องการเลื่อนขั้น ส่วนมากก็พร้อมจะที่เอาอนาคตของเด็กนักเรียนเข้าแลกเสมอ

มุมมองของเราอาจจะแตกต่างจากมุมมองของอาจารย์คนอื่นเพราะเรามีธุรกิจหรืองานส่วนตัวของเราอยู่แล้ว รายได้จากการสอนไม่ใช่รายได้หลัก แต่สำหรับอาจารย์คนอื่น ถ้ารายได้จากการสอนเป็นรายได้หลัก มันก็ต้องเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ที่เขาก็คงต้องการที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเยอะๆ และการเป็นอาจารย์สอนที่ออสเตรเลีย การก้าวกระโดดการขึ้นเงินเดือนที่เร็วที่สุดก็คือ การเปลี่ยนจากอาจารย์สอนไปเป็นผู้บริหาร

เราคิดว่าถ้าอาจารย์สอนได้ค่าแรงมากกว่านี้สะหน่อย อาจารย์หลายๆคนก็คงจะไม่ดิ้นรนที่อยากจะไปเป็นผู้บริหารกัน ถ้าทำอย่างนั้นได้จริงๆ ระบบการเรียนการสอนก็จะเป็นอะไรที่ต่อเนื่อง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรไปมาบ่อย

เราก็ไม่รู้นะ เราคิดว่าจุดยืนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง ทุกคนมีทางเลือกที่แตกต่าง แต่บางทีเราเห็นการตัดสินใจของใครบางคนแล้วก็อดที่จะคิดถึงผลกระทบที่จะมีต่อเด็กนักเรียนไม่ได้

ก็แค่นั้นเอง...


Saturday, February 27, 2016

เด็กที่เก่งที่สุดในห้อง เขาอาจจะไม่ได้ชอบวิชาของเราเลยก็ได้


มีเด็กนักเรียนคนหนึ่ง เราได้สอนเขามาเป็นระยะเวลา 4 ปีแล้ว ได้สอนนักเรียนคนนี้ตั้งแต่ year 7 จนปัจจุบันนี้เขาอยู่ year 10 ตลอดระยะเวลา 4 ปี เขาจะได้ที่ 1 ได้ A จากวิชาของเราตลอดเลย 

นอกเหนือจากนั้นแล้ว เขายังได้ A ทุกตัวจากทุกวิชา สรุปคือเป็นนักเรียนที่ bright และเก่งมากๆ อธิบายอะไรไป เขาจะเข้าใจหมด และสามารถทำ project อะไรยากๆ ส่งได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน

เราก็ถือว่าโชคดีได้มีโอกาสสอนนักเรียนคนนี้ และเราก็พยายามเชียร์ให้เขาเลือกลงเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ไปจนจบ year 12 เพราะเราเห็นศักยภาพของนักเรียนคนนี้แล้วน่าทึ่งมาก

แตกต่างกับนักเรียนอีกหลายคน ถึงแม้ว่าจะเรียนอยู่ top class ห้องที่เต็มไปด้วยนักเรียนเรียนดีก็ตามเถอะ หลายๆคนต้องแลกมาด้วยความขยันหมั่นเพียร อ่านหนังสือและทบทวนบทเรียนต่อที่บ้าน แต่นักเรียนคนดังกล่าวแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย แค่เขานั่งฟังเฉยๆ เขาก็เข้าใจ และทำงานออกมาได้ดีที่สุด ดีกว่าคนอื่นๆตลอดเลย นี่ก็เป็นอะไรที่น่าทึ่งอีกแบบหนึ่ง

ถึงแม้เราจะพยายามเชียร์นักเรียนคนยังไงให้เลือกลงเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ต่อ หรือทุกครั้งที่มีการแข่งขันอะไรเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ นักเรียนคนนี้ก็ไม่ได้แบบว่ากระตือรือร้นอยากจะเข้าร่วมโครงการอะไรสักเท่าไหร่ เราเห็นเราก็เสียดาย เพราะดูๆแล้ว นักเรียนคนนี้เก่งรอบด้านจริงๆ เก่งทุกอย่าง แต่เขาไม่ได้ชอบหรือสนใจวิชาคอมพิวเตอร์อะไรสักเท่าไหร่เลย เขาชอบวิชาพละมากกว่า คือชอบออกกำลังกาย ชอบวิ่งเล่นแข่งขัน เป็นนักเรียนที่ active

ในช่วง 2 ปีนี้ ช่วงที่เขาเรียน year 9-10 เราก็พยายามป้อนข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับสาขาอาชีพ หรือคณะที่เขาสามารถเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ เราก็คิดว่าเราได้พยายามทุกวิถีทางแล้วหละ

สุดท้ายเราก็คงต้องยอมรับว่า ตัวเขาเองก็ไม่ได้สนใจอะไรทางด้านคอมพิวเตอร์เป็นพิเศษเลย เขาก็คงจะเลือกเรียนในสาขาที่เราชอบและสนใจแหละนะ

เด็กที่เก่งที่สุดในห้อง เด็กที่ได้คะแนน top ในห้องมาโดยตลอดเลย เราอาจจะเก่งด้วยพรสวรรค์และอะไรอีกหลายๆอย่าง แต่เขาอาจจะไม่ได้ชอบวิชาของเราอะไรเป็นพิเศษเลยก็เป็นได้...

Saturday, February 20, 2016

passion และความอยากทำ


การที่เราเป็นอาจารย์เนี๊ยะ นอกจากการสอนแล้ว บางทีมันก็มีหน้าที่การงานของทางโรงเรียนเข้ามาข้องเกี่ยวด้วย ส่วนมากก็จะเป็นงานโครงการทางการศึกษาต่างๆ ที่อาสาทำๆกันไป ไม่ได้เงินเดือนเพิ่มอะไร เพราะเงินเดือนก็มาจากการสอน 

การเข้าไปเป็นผู้เกี่ยวข้องกับโครงการนั้นโครงการนี้ มันก็หมายถึงความรับผิดชอบที่มันมากขึ้น กับการประชุมหลังเลิกเรียน และกับการทำงานช่วงพักเที่ยงอะไรประมาณนี้

เราเองปีนี้ก็เข้าไปทำโน่นทำนี่อยู่ประมาณ 4 โครงการ บางโครงการก็เป็นอะไรที่อยากทำ อยากจะขยับขยายหน้าที่และความรับผิดชอบ บางโครงการก็มีคนมาขอให้เข้าไปร่วมเพราะอาจารย์ท่านอื่นเห็นว่าเราคงช่วยเขาได้ อย่างเช่นการเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์เป็นต้น

จริงๆแล้วงานจากการสอนและโครงการต่างๆที่เราทำก็เยอะอยู่แล้ว แต่บางทีเราก็ปฏิเสธไม่ได้ เพราะการที่ใครบางคนเข้ามาหาเราและอยากให้เราช่วย เขาก็คงต้องการความช่วยเหลือจริงๆ อย่างเช่นการเขียนโปรแกรมเป็นต้น เพราะเราก็เป็นอาจารย์คนเดียวในโรงเรียนที่จริงๆแล้วก็จบมาทางด้านนี้โดยตรง

ปีที่แล้วเราก็แค่เข้าๆไปดู ไปนั่งประชุม ไปดูเด็กนักเรียนประกอยหุ่นยนต์ทุกวันพฤหัส เราก็ไม่ได้ทำอะไรมาก แค่ไปนั่งสังเกตุและดูแลความเรียบร้อยมากกว่า ซึ่งงานพวกนี้เด็กนักเรียนก็จะทำกันตอนพักเที่ยง ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ช่วงพักเที่ยงเราก็ไม่ได้พักอะไรมาก ยังต้องมานั่งเฝ้านักเรียน

แต่พออยู่มาอยู่ไป ความสนิทสนมมันก็เพิ่มขึ้น เราเห็นนักเรียนมีความมุ่งมั่น เราก็เคยคิดว่าปีนี้เราก็จะลงไปเต็มที่กับโครงการนี้ project นี้ การเขียนโปรแกรมให้หุ่นยนต์เพราะมันต้องมีการแข่งขันทุกปี และก็ดูเหมือนว่านักเรียนเองก็คาดหวังกับเราไว้เยอะ

นอกเหนือจาก project นี้แล้ว เราก็ยังรับอาสาทำอะไร นั่น นี่ โน่น อีกหลาย project รวมๆแล้วก็ 4 projects ด้วยกันซึ่งก็ถือว่าเยอะมาก เราคิดว่าคงเป็น 1 ในจำนวนอาจารย์ไม่กี่คนในโรงเรียนที่ทำ project อะไรต่างๆเยอะขนาดนี้ 

มีอาจารย์ฝรั่งที่นี่เยอะแยะที่เขามาแค่ทำการสอน สอนไปวันๆ ไม่มีการทำ project หรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับหน่วยงานอะไร หรือบางคนก็ทำแค่ 1-2 projects ซึ่งก็ถือว่าเยอะแล้ว แต่เราก็ล่อเข้าไปสะ 4 projects ด้วยกันเลย

แต่นั่นมันก็เป็นความรับผิดชอบ มันเป็น passion ที่อยากทำ เพราะทุก project ที่เราเลือกเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง มันเป็นอะไรที่เราสนใจจริงๆ ก็มีหลายครั้งที่เรานั่งๆคิดแล้วก็อยากจะตัดๆงานพวกนี้ออกไป เพราะมันเป็นอะไรที่ take up times มันต้องมีการประชุม และอะไรอีกหลายๆอย่าง ซึ่งเวลาที่เรา spend ไปกับพวกนี้ มันก็เยอะเหมือนกัน มันก็ต้องมาเบียดเบียนเวลาพักผ่อนและเวลาส่วนตัวของเรา แต่เราก็เลือกที่จะทำเพราะนั่นมันก็เป็น passion อีกอย่างหนึ่ง เพราะมานั่งๆดูแล้ว เราก็ไม่อยากจะตัดโครงการอะไร อันใหนออกเลย เพราะความผูกพันธ์ และความความหวังจากคนรอบข้าง; อาจารย์และนักเรียน

คิดว่านี่คงเป็นหลักการทำงานของคนเอเชียมากกว่านะ เพราะดูๆแล้วพวกอาจารย์ฝรั่งเพื่อนๆร่วมงานทั้งหลาย ก็ไม่ได้เห็นเขากระตือรือร้นเหมือนกับเรา บางคนก็เฉื่อยๆชาๆ มาสอนแค่ทำตามหน้าที่ไปวันๆ เห็นแล้วก็เหนื่อยหน่ายใจเหมือนกัน...

คนประเภทนี้ ที่ใหนก็มี...

Sunday, February 14, 2016

ประกาศนียบัตรรับราชการนาน


ที่ NSW เรามีประกาศนียบัตรสำหรับคนที่รับราชการในกระทรวงศึกษานาน 30 ปีและ 50 ปี โดยส่วนตัวแล้วเราไม่เห็นด้วยกับประกาศนียบัตรพวกนี้ เพราะการที่เรารับราชการนาน ไม่ได้หมายความว่าเราทำงานดี หรือสร้างผลงานสะหน่อย การที่คนเรารับราชการนานมันไม่ได้เป็นการวัดอะไรเลย เพราะมีหลายคนที่ทำงานกันแบบ เช้าชามเย็นชาม day-in day-out ไม่ได้สร้างผลงาน ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเลย เวลาสอนก็สอนไปงั้นๆแหละ อยู่ๆไปวันๆ พอครบ 30 ปี ก็ได้ประกาศนียบัตรขอบคุณที่รับราชการมานาน

ดูๆแล้วมันไม่ make sense เท่าไหร่นะ

แต่ก็อย่างว่าแหละ นี่เป็นการปฏิบัติที่มีมานานแล้ว จะเปลี่ยนแปลงอะไรก็คงยาก ก็ได้แต่หวังว่าการปฏิบัติอะไรที่มันมีมานานแล้วแต่ไม่ make sense ก็ควรจะมีการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุง

ทั้งนี้และทั้งนั้น นี่ก็เป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัว

Saturday, February 13, 2016

หน้าที่ ความรับผิดชอบ และความผูกพัน


ผ่านการสอนมาก็หลายปีแล้ว จากการที่แต่ก่อนเป็นแค่ casual teacher คืออาจารย์สอนพิเศษเวลาโรงเรียนโทรเรียก แล้วต่อมาก็เป็นอาจารย์ชั่วคราว temporary teacher ที่เซ็นสัญญาสอนปีต่อปี หรือเทอมต่อเทอม จนมาทุกวันนี้ได้เป็นอาจารย์สอนถาวร permanent fulltime

การที่เราได้เป็นอาจารย์สอนถาวร ได้สอนโรงเรียนเดียวมาเป็นระยะเวลาหลายปีติดต่อกัน ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านความรู้ของเด็กนักเรียน ได้เห็นวิวัฒธนาการอะไรต่างๆของนักเรียน มันก็ทำให้เราเกิดความผูกพัน ทั้งกับโรงเรียน เพื่อนครูอาจารย์ที่ทำงานด้วยกัน และก็สถาบันโรงเรียนอีกด้วย

มีหลายครั้งที่เราคิดอยากจะทำเรื่องเพื่อขอย้ายเข้าไปโรงเรียนที่มันใกล้บ้าน ลดการเดินทาง การขับรถ เพราะเวลาที่เสียไปกับการเดินทางเราก็สามารถเอาเวลาเหล่านั้นมาทำอะไรอย่างอื่นได้อีกมากมาย แต่เราก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่า แล้วเด็กๆที่เราสอนมาหละ เราอบรมบ่มปั้นพวกเขามาตั้งแต่เด็กๆเลยนะ เราก็อยากจะอยู่ต่อเพื่อที่จะเห็นเด็กนักเรียนเหล่านั้นจบ year 12 จบ ม.6 

เราก็อยากจะรู้ว่าพวกเขาจะทำอะไรกันต่อกับชีวิตหลังจากจบ year 12

แต่ทุกวันนี้ก็ขับรถไกลแสนไกลนะ แต่เราก็ยังมีกำลังใจอยู่ได้ เพราะเด็กนักเรียนที่ตั้งใจเรียน เห็นคุณค่าของเรา มันเป็นอะไรที่คอยย้อมหัวใจให้ชุ่มฉ่ำ มีกำลังใจในการสอน

เราก็ได้แต่คิดในใจว่า ถ้าเด็กนักเรียนกลุ่มนี้เรียนจบไปแล้วหละ เราคงจะทำเรื่องย้ายได้แล้วสินะ แต่มันก็ทำให้ฉุกคิดไม่ได้ว่า แล้วเด็กนักเรียนรุ่นหลังๆหละ เพราะเด็กนักเรียนหลายคนก็มองเราเป็นแบบอย่าง เป็น hero ของพวกเขาเหมือนกัน เพราะไม่เป็นการง่ายเลยที่โรงเรียนจะหาอาจารย์มาสอนวิชาคอมพิวเตอร์ตามโรงเรียนชนบท ตามโรงเรียนรอบนอกแบบนี้

อาจารย์ส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะสอนโรงเรียนในเมืองกัน มีความเจริญและสิ่งอำนวยความสะดวกกัน

เราก็ได้แต่คิดเงียบๆคนเดียวว่า สักวันหนึ่ง ถ้าวันนั้นมาถึง ก็ได้แต่หวังว่าเด็กๆนักเรียนทั้งหลายคงเข้าใจ เพราะที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ อยากจะบอกว่า ทำไปเพื่อนักเรียนจริงๆ กับการที่ต้องขับรถ กับการที่ต้องอยู่เตรียมงานที่โรงเรียนจนมืดค่ำ ก็ได้แต่หวังว่าเด็กนักเรียนคงรู้ว่าอาจารย์ของพวกเขาทุ่มเทในการสอนแค่ใหนเพื่อให้เด็กนักเรียนได้ความรู้ สอบเข้าเรียนในมหาลัย หรือทำอะไรต่างๆ ตามที่เขาตั้งใจเอาไว้

Sunday, January 31, 2016

ครูอาจารย์ในชนบท ที่ขาดแคลน


เราคิดว่าไม่ว่าประเทศใหนๆ ตำแหน่งอาจารย์สอนที่อยู่ในชนบทก็เป็นตำแหน่งที่ยังขาดแคลน เพราะครูอาจารย์หลายๆคนก็เลือกที่สอน หรือทำงานกันในสังคมเมือง เพราะความสะดวกสบายและสิ่งเอื้ออำนวยความสะดวกอะไรต่างๆ 

ที่ประเทศออสเตรเลียเอง อาจารย์สอน หรือ classroom teacher จะชอบมากระจุกกันตามหัวเมืองใหญ่ๆ คนทำงานจะชอบอยู่ในตัวเมืองที่ติดกับทะเล เพราะฝรั่งที่นี่ชอบบรรยากาศและการใช้ชีวิตติดทะเล เพราะหลังเลิกโรงเรียนหรือเสาร์-อาทิตย์ พวกเขาก็จะได้มีเวลาพักผ่อน ไปเดินเล่นตามทะเล ดังนั้นเมืองที่ติดกับทะเลจะหาอาจารย์สอนหนังสือได้ง่ายกว่าเมืองตามแถบชนบท

เมืองที่เราอยู่ ก็อยู่ติดกับทะเล ดังนั้นจึงมีอาจารย์สอนเยอะแยะมากมายในเมืองนี้ โรงเรียนรัฐบาลต่างๆจะไม่ค่อยมีปัญหาการขาดแคลนบุคลากรกันเท่าไหร่ โรงเรียนจะไม่มีตำแหน่งว่างให้อาจารย์ลงสะมากกว่า เพราะคนที่ได้ตำแหน่งสอนในโรงเรียนที่อยู่รอบๆเมืองที่ติดกับทะเลก็จะไม่ยอมลาออกหรือย้ายกันง่ายๆ ส่วนมากก็จะอยู่สอนกันจดเกษียณไปเลย

เราก็เลยเลือกที่จะต้องขับรถทุกวัน เพื่ออกไปสอนตามโรงเรียนรอบนอก ซึ่งจะเป็นอะไรที่แตกต่างจากโรงเรียนที่ติดทะเล เพราะโรงเรียนรอบนอก เวลาที่เราขาดสอน หรือลาป่วย จะเป็นอะไรที่ยากมากที่โรงเรียนจะสามารถหาใครมาสอนแทนเราในวันนั้น เพราะอาจารย์พิเศษ หรือ casual teacher เป็นอะไรที่หายากมาก

หลายๆคนคิดว่า เมืองนอก ประเทศตะวันตก จะไม่มีปัญหาอะไรแบบนี้ 

มี ครับ มี ประเทศตะวันตก หรือฝรั่ง ทุกประเทศก็จะมีปัญหาของเขาเอง แตกต่างกันออกไป เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะสมบูรณ์แบบไปหมดสะทุกอย่าง โรงเรียนรอบนอกก็ยังเป็นอะไรที่เสียเปรียบในเรื่องของบุคลากร เมื่อเปรียบเทียบกัยโรงเรียนที่อยู่ในเมือง หรือโรงเรียนที่ติดกับทะเล.... เป็นต้น

Tuesday, January 12, 2016

เงินเดือนขึ้นทุกวันที่ 1 มกราคม ของทุกปี


เป็นอาจารย์สอนนักเรียนประถมหรือมัธยมที่ NSW วันที่ 1 มกรคม ของทุกๆปี อาจารย์ทุกคนที่ NSW ก็จะมีการปรับอัตราการว่าจ้าง ขึ้นค่าแรงโดยอัตโนมัติ 2.5% ซึ่งก็เป็นอะไรที่ดี เป็นสวัสดิการและการดึงดูดไม่ให้อาจารย์ลาออกหรือเปลี่ยนไปทำอาชีพอย่างอื่น

ในขณะเดียวกันเราก็มองว่า มันอะไรที่ได้มาง่ายๆ เป็นอะไรที่ได้มาโดย automatic โดยอัตโนมัติ เพราะสำหรับอาจารย์บางกลุ่ม บางประเภทแล้ว เป็นพวก นั่งๆนอนๆ ไม่ค่อยทำอะไรเลย จู่ๆก็ได้ค่าแรงขึ้น และก็ขึ้นทุกๆปีด้วยสิ ดังนั้นคนที่ยิ่งสอนนาน ก็ยิ่งได้ค่าแรงเยอะไปตามอายุราชการ ซึ่งอัตราการว่าจ้างที่ NSW มันไม่เป็นไปตามความสามารถและผลงานเท่าไหร่

อาจารย์บางคนทำงานแทบตาย ทุ่มเททุกสิ่งอย่างเพื่อนักเรียน แต่มันก็จะมีพวกกิ้งก่า จิ้งเหลน ตุ๊กแก กาฝากสังคมที่แฝงอยู่ในคราบ professional คราบของคนที่มีความรู้ แต่จริงๆแล้วขี้เกียจมาก สอนอะไรเดิมๆ ซ้ำๆ ไม่มีการปรับเปลี่ยน ไม่มีการขวานขวายหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อจะนำเอาสิ่งที่ดีที่สุดมานำเสนอต่อนักเรียน 

อาจารย์ประเภทนี้เขาก็นั่งๆนอนๆไปวันๆ เขาก็ได้ค่าแรงขึ้น 2.5% เหมือนกัน ทุกๆวันที่ 1 มกราคม นึกๆแล้วมันก็หดหู่ใจนะ

เงินเดือนขึ้นก็ดีนะ เพราะทุกคนทำงานก็อยากได้ค่าแรงเยอะๆกันอยู่แล้ว แต่ถ้ารัฐบาลมีการปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงนโยบายให้การขึ้นเงินเดือนเป็นการขึ้นแบบ performance-based คือต้องมีผลงานหรืออาจารย์ต้องมีการเรียนเพิ่มเติม มีการ update ตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะการเรียนการสอนมันก็มีผลงานการวิจัยอะไรต่างๆออกมาอยู่เรื่อยๆ ดังนั้นอาจารย์เองก็ต้องขวานขวายหาความรู้และ update ตัวเองอยู่ตลอดเวลา อาจารย์จะต้องไม่ขี้เกียจที่จะอ่าน

นอกเหนือจากการขึ้นค่าแรงทุกๆวันที่ 1 มกราคมแล้ว อาจารย์ทุกคนที่ NSW ก็จะมีการขึ้นค่าแรงอีกรอบคือวันที่ครบรอบอายุราชการ และแต่ละคนก็จะมีอายุการรับราชการที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นถ้าอาจารย์คนใหนเริ่มรับราชการวันที่ 1 มีนาคม ทุกๆวันที่ 1 มีนาคมของทุกปีก็จะมีปรับขึ้นเงินเดือนด้วย

ดังนั้นอาจารย์ที่  NSW ทุกๆคนจะมีการปรับเงินเดือน 2 ครั้งใน 1 ปี คือ:
  • วันที่ 1 มกราคม
  • วันครบรอบปีอายุราชการ
ซึ่งก็ถือว่าเป็นสวัสดิการที่ดี แต่ถ้าการปรับขึ้นเงินเดือนเหล่านี้ เป็นการปรับเดือนเงินที่ตั้งอยู่บนรากฐานของผลงานและการขวานขวายหาความรู้ของอาจารย์มันก็น่าจะดีกว่านี้นะ

เราไม่ได้ว่าการขึ้นเงินเดือนไม่ดีนะ ดีสิ เงินเดือนขึ้นมันต้องดี แต่มันต้องสามารถประเมินและวัดผลได้ว่า สาเหตุที่มาและที่ไปของการขึ้นเงินเดือนมันคืออะไร... ไม่ใช่นั่งๆ นอนๆไปทุกปี แล้วเงินเดือนก็ขึ้นตลอดเลย

Thursday, December 31, 2015

โรงเรียนเอกชน vs โรงเรียนรัฐบาล


แต่ละรัฐและเขตการปกครองพิเศษจะดูแลเรื่องการศึกษาของตัวเอง รัฐบาลกลางไม่ได้ดูแลในเรื่องของการจัดการการศึกษา รัฐบาลกลางจะมีหน้าที่แค่จัดสรรงบประมาณการศึกษาให้แต่ละรัฐเท่านั้น

ดังนั้นในแต่ละรัฐและเขตการปกครองพิเศษจึงมีการจัดการในเรื่องของการจบ year 12 หรือ ม.6 ที่แตกต่างกัน ที่รัฐ NSW เด็กนักเรียน year 12 จะมีการสอบ HSC (High School Certificate) เพื่อเป็นการจบ year 12

ทุกๆปีที่ NSW ผลการสอบ HSC ก็จะมีการลงหนังสือพิมพ์และการเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับ HSC กันทุกปี เพราะหนังสือพิมพ์ที่ออสเตรเลียจะมีหมวดการศึกษา ที่มีการตีพิมพ์ทุกๆอาทิตย์ จากการสังเกตุผล HSC ของเด็กนักเรียนที่ NSW จะสังเกตุเห็นว่า เด็กนักเรียนที่ได้คะแนนสูงๆในแต่ละวิชาไม่ได้มาจากโรงเรียนเอกชนอะไรเลย ดูๆแล้วก็จะคละเคล้ากันไป แต่จะมีแนวโน้มว่าเด็กนักเรียนที่มาจากโรงเรียนรัฐบาลได้ผลการเรียน และคะแนนสอบ HSC ออกมาดีกว่านักเรียนที่มาจากโรงเรียนเอกชนเสียด้วยซ้ำ มันก็ทำให้เราเกิดคำถามว่า ก็ในเมื่อการไปเรียนที่โรงเรียนเอกชนไม่ได้ช่วยทำให้ผลการเรียนหรือผลการสอบ HSC ออกมาดี แล้วทำไมคนถึงยังชอบที่จะส่งลูกๆหลานๆไปเรียนที่โรงเรียนเอกชนกันจังเลย เสียเงินเสียทองกันมากมาย ในขณะที่โรงเรียนรัฐบาลนั้น เด็กนักเรียนเรียนฟรีไปจนถึง year 12

โรงเรียนเอกชนที่ออสเตรเลีย เด็กนักเรียนทุกคนต้องแต่งตัวถูกระเบียบเป๊ะๆๆ นักเรียนชายก็ต้องใส่สูทและผูกเนคไทมาเรียน นักเรียนหญิงต้องใส่กระโปรงยาวเลยเข่าและใส่สูทไปเรียนเหมือนกัน

หลายๆคนยอมเสียตังค์เป็นหลายๆพันเหรียญเพื่อที่จะส่งลูกไปเข้าเรียนตามโรงเรียนเอกชนเพราะ
  • เหตุผลทางด้านศาสนา เพราะโรงเรียนเอกชนสามารถเลือกที่จะสอนวิชาศาสนาตามความเชื่อของคนกลุ่มนั้นๆได้ ที่ออสเตรเลียเราก็จะมีโรงเรียนเอกชนที่เป็น Catholic, Christian และก็ Muslim ในขณะที่โรงเรียนของรัฐบาลจะไม่มีการสอนวิชาที่เกี่ยวกับศาสนาและความเชื่อ เราจะปล่อยเรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ของพ่อแม่หรือผู้ปกครอง
  • นักเรียนทุกคนดูสะอาดเรียบร้อย เพราะเป็นเด็กนักเรียนที่มาจากครอบครัวที่ฐานะทางการเงินใช้ได้ หรือไม่ก็แบบว่า "รวย" ไปเลย เพราะถ้าไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีตังค์จ่ายค่าเทอมส่งลูกมาเรียนโรงเรียนเอกชน
  • ต้องการให้ลูกๆหลานๆได้รู้จักและคบกับเพื่อนที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะเท่าเทียวกัน เพื่อเป็นการเบิกทางในการติดต่อหรือทำธุรกิจอะไรก็ตามแต่ในอนาคต คนมีฐานะทำอะไรกับคนมีฐานะ อะไรต่อมิอะไรมันก็ดูง่ายไปหมด ไม่แตกต่างจากเมืองไทย คนมีตังค์กระทบไหล่คนมีตังค์ คิดว่าประเทศใหนๆก็ไม่แตกต่างกัน
ส่วนตัวเราแล้ว เราก็คิดว่านั่นคือเหตุผลหลักๆของครอบครัวหลายๆครอบครัวที่ส่งเสียลูกหลานให้ไปเรียนที่โรงเรียนเอกชน เพราะถ้าจะเปรียบเทียบกันในเชิงวิชาการแล้ว เราก็มั่นใจว่าเด็กนักเรียนจากโรงเรียนรัฐบาลเรียนได้ดีไม่แพ้โรงเรียนเอกชน หรือดีกว่าด้วยซ้ำ...

Monday, December 28, 2015

จรรยาบรรณ ความรับผิดชอบ และหน้าที่


ชีวิตของการเป็นครูเป็นอาจารย์เนี๊ยะ บางทีหลายๆสิ่งหลายๆอย่างเราก็ทำไปโดยที่ถ้าถามกันว่าคุ้มมั๊ยกับค่าแรงกับค่าตอบแทนที่ได้รับ บอกได้เลยว่าค่าแรงของอาจารย์และข้าราชการที่ออสเตรเลียเยอะกว่าค่าแรงของอาจารย์และข้าราชการที่เมืองไทยอย่างแน่นอน แต่สำหรับคนที่ทำธุรกิจส่วนตัวอย่างเราแล้ว บอกได้เลยว่าธุรกิจส่วนตัวเราทำเงินได้ดีกว่าเป็นหลายเท่า สำหรับอาจารย์คนอื่นๆค่าแรงที่เขาได้รับมันก็คงคุ้มแหละนะ แต่สำหรับเราแล้ว เวลาในการสอน เวลาในการเตรียมการสอน ถ้าเราเอาเวลาพวกนี้มาทำธุรกิจส่วนตัวที่เราทำอยู่ รับรองว่าเราได้ตังค์เยอะกว่าค่าแรงที่ได้จากการสอนแน่นอน

แต่ที่ยังทำหน้าที่การสอนอยู่ทุกวันนี้ เพราะรู้ดีว่าเราสามารถเปลี่ยนชีวิตเด็กนักเรียนได้หลายชีวิต เปลี่ยนชีวิตได้หลายครอบครัวเพราะโรงเรียนที่เราสอนอยู่เป็นโรงเรียนในแถบเมืองรอบนอก ต่างจากโรงเรียนในเมืองเยอะ เพราะเรารู้ดีว่าถ้าเราลาออกแล้วก็คงยากที่โรงเรียนจะหาคนมาสอนวิชาที่เราสอนได้ เพราะอาจารย์ที่สอนวิชาคอมพิวเตอร์อย่างเรา เขาก็อยากสอนอยู่ในเมืองกัน

จรรยาบรรณ ความรับผิดชอบ และหน้าที่ มันเป็นอะไรที่หนักอยู่บนบ่านะ จะมีสักกี่คนกันที่รู้

ถ้าหากเราได้สอนโรงเรียนที่แย่ๆ นักเรียนแย่ๆ มันก็คงไม่มีปัญหาในการลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัว เราคงไม่ใช้เวลาในการคิดนานนัก

OK, โรงเรียนที่เราสอนอยู่มันอาจจะไม่สมบูรณ์แบบ perfect เหมือนพวก selective school ที่นักเรียนต้องสอบเข้าไปเรียน โรงเรียนที่นี่มันก็มีเด็กพวก bottom class นิสัยเลวๆอยู่บ้าง แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา นักเรียนที่เลือกมาลงวิชาเราจะเป็นเด็กนักเรียนพวก Gifted and Talented (GAT) กันเป็นส่วนมาก บรรยากาศการเรียนการสอนของห้องอื่น วิชาอื่นอาจจะแตกต่างกันไป แต่ที่แน่ๆวิชาคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นวิชาเลือก วิชาที่เราสอน ส่วนมากจะมีแต่เด็กนักเรียนหัวกะทิที่เลือกมาลงเรียนกัน ดังนั้นจรรยาบรรณ ความรับผิดชอบ และหน้าที่จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ก็ได้แต่คิดในใจว่าวันหนึ่ง วันที่เราไม่อยู่แล้วใครจะสอนเด็กนักเรียนพวกนี้นะ

เราเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ วันๆนั้นจะมาถึง แต่เราก็คิดว่าคงจะไม่เป็นอาจารย์สอนมัธยมไปอีกนาน เพราะเราเองก็ต้องดำเนินชีวิตไปตามทางของเราด้วย เราก็ได้คิดว่าช่วงระยะเวลาที่เราอยู่เราก็คงทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะคำว่า "จรรยาบรรณ ความรับผิดชอบ และหน้าที่" เป็นอะไรที่แลกซื้อหามาด้วยเงินทองไม่ได้จริงๆ

สรุป.... เราตกหลุมรักโรงเรียนนี้ กับอาชีพนี้ไปแล้วเหรอเนี๊ยะ



Saturday, December 26, 2015

Broken home


เนื่องด้วยเราได้ทำการสอนอยู่ที่โรงเรียนเดิมๆมาหลายปีแล้ว เราเองก็เริ่มรู้จักและสนิทกับนักเรียนหลายๆคนมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการสอนวิชาคอมพิวเตอร์แล้วเราก็เริ่มทำพวกกิจกรรมอย่างอื่นกับเด็กนักเรียนมากยิ่งขึ้น อย่างเช่นสอนการเขียนโปรแกรมให้กับหุ่นยนต์ (Vex Robotics) และการทำกิจกรรมเสริมพวกนี้ เราก็ทำกันช่วงพักเที่ยงหรือหลังเลิกเรียน ซึ่งก็ทำให้เราให้คลุกคลีกับเด็กนักเรียนมากยิ่งขึ้น

ส่วนเด็กนักเรียน senior เอง เราก็สอนเขามาตั้งแต่ตอนที่เขาเรียนชั้น junior กัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะสนิทสนมกับเด็กนักเรียนบางกลุ่ม หรือรู้จักในเรื่องส่วนตัวของเด็กนักเรียนมากยิ่งขึ้น เพราะการเป็นครูหรืออาจารย์นั้นสำคัญที่เราต้องรู้จักเด็กนักเรียน เพราะนี่เป็นการเรียนการสอนของโรงเรียนมัธยม ไม่ใช่มหาวิทยาลัย เราก็เลยได้มีการถามสารทุกข์สุขดิบและความเป็นอยู่ของแต่ละครอบครัวของเด็กนักเรียนบ้าง

หลายๆสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการพูดคุยกับเด็กนักเรียนมันก็ทำให้เราอึ้งได้เหมือนกัน เพราะครอบครัวฝรั่งที่นี่ไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่หลายๆคนที่เมืองไทยคิดกันนะครับ เราอยู่ที่นี่มานานเราก็พอรู้แหละ แต่คนที่เมืองไทยอาจจะไม่รู้ถึงจุดนี้ แล้วยิ่งเรามาทำงานสอนด้วยแล้วหละก็ได้พบเจอเรื่องราวของครอบครัว ร้อยแปดพันเก้า เลยจริงๆ

เรามีเด็กนักเรียน year 7 คนหนึ่ง เรียนวิชาคณิตศาสตร์กับเราและก็อยู่ในกลุ่มนักเรียนที่ทำ robotics ด้วย หลังจากที่สอนเขามา 1 ปีเต็มๆปกติเราก็ไม่ได้ถามไถ่เรื่องของครอบครัวนักเรียนเท่าไหร่ โดยเฉพาะนักเรียนที่เรียน junior year เพราะโดยปกติแล้วเราชอบสอนเด็กนักเรียน senior year มากกว่าเพราะโตๆกันแล้ว เด็ก seniour year จะสอนง่ายกว่า พูดจารู้เรื่อง 

หลังจากที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับเด็กนักเรียน year 7 คนนี้ เราถามเด็กนักเรียนว่าพ่อแม่ทำงานอะไร เด็กนักเรียนก็บอกว่าพ่อเป็นยามเฝ้าศูนย์การค้า และแต่ก็อยู่ต่างรัฐ เขาไม่รู้ว่าแม่ทำอะไร เพราะไม่ได้ติดต่อกันเลย เราได้ยินก็ได้อึ้งและก็พูดไม่ออก แต่ก็แอบประทับในความเป็นพ่อของเด็กนักเรียนคนนี้ เพราะการเป็นยามเฝ้าศูนย์การค้า แล้วต้องส่งเสียลูกเรียนหนังสืออีก ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และการไปแข่งขันการเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์ที่ผ่านมา บอกได้เลยว่า ไม่ใช่ถูกๆนะครับ เพราะนักเรียนแต่ละคนต้องแชร์ค่าที่พักกันและค่าเช่ารถบัส และมีค่าอะไรอื่นๆอีก เพราะทางโรงเรียนเองก็ไม่สามารถออกค่าใช้จ่ายให้กับเด็กนักเรียนได้หมด เพราะงบของโรงเรียนเองก็มีจำกัด สรุปการไปแข่งขัน robotics ที่ Melbourne ที่ผ่านมา นักเรียนต้องจ่ายคนละ $300 (ประมาณ 8,000 บาทไทย) ซึ่งเราเองก็คิดว่าแพงมากสำหรับเด็กๆ เราก็ได้แต่แอบคิดว่า "เฮ้อ ทำไมนะ ครอบครัวฝรั่งที่นี่มันชั่งไม่สมบูรณ์เอาสะเลย"

นอกจากครอบครัวของเด็กนักเรียน year 7 คนนี้แล้ว ช่วงก่อนปิดเทอมเราได้รู้เรื่องราวของเด็กนักเรียน senior year อีกคนหนึ่ง เขาเป็นเด็กนักเรียน year 11 และช่วงปลายปีก็ต้องการขาดเรียนช่วงบ่ายบ่อยๆเพราะต้องไปขึ้นศาล เราเองก็สงสัยและเป็นห่วงเพราะเห็นเด็กขาดเรียนบ่อยเกินไป และเนื้อหาวิชาของ senior year ก็เรียนยากด้วย หลังจากสอบถามและพูดคุยก็ถึงรู้ว่า เด็กนักเรียนต้องไปขึ้นศาลเพราะว่ามีการทะเลาะกันกับพ่อเลี้ยงและตอนนี้ก็ขึ้นศาลเพื่อขอคำสั่งศาลห้ามพ่อเลี้ยงเข้าใกล้เขาและแม่ภายในระยะกี่เมตรอะไรก็ว่าไป

นักเรียน year 11 คนนี้ ตอนนี้เขากับแม่ก็ต้องย้ายออกจากบ้านแล้วมาเช่าบ้านอยู่กัน เพราะว่าแม่กับพ่อเลี้ยงมีการทำร้ายร่างกายกัน เราได้ฟังแล้วก็รู้สึกหดหู่เพราะฟังๆดูแล้ว นี่ก็คงจะเป็นหย่าร้างครั้งที่ 2 ของแม่เขา ฟังๆดูแล้วมันดูซับซ้อนกันจริงๆเลย หย่าแล้วแต่ง แต่งแล้วหย่าเนี๊ยะ

นอกเหนือจากนี้แล้วเรายังมีเด็กนักเรียนหลายคนที่เราได้มีโอกาสสอนประเภทแบบว่า เป็นพี่น้องกัน แต่คนละพ่อคนละแม่ คนละนามสกุล ฟังๆแล้วทีแรกเราก็สับสนเหมือนกัน เพราะเด็กนักเรียนบอกเราว่า คนนั้นคนนี้เป็นพี่หรือน้องเขานะ แต่เราก็ดูนามสกุล เอ๊ะ ทำไมไม่เหมือนกัน พอสอบถามไปมา ก็ถึงกับร้องอ๋อ เพราะว่า พ่อก็มีลูกติดมาจากการแต่งงานคราวก่อน แม่ก็มีลูกติดมาจากการแต่งงานคราวก่อน ทั้งพ่อและแม่มาแต่งงานกัน ดังนั้นลูกจากทั้ง 2 ฝ่ายก็เลยถือว่าเป็นพี่เป็นน้องกัน แต่คนละพ่อ คนละแม่ คนละนามสกุล อาจารย์เองได้ฟังแล้วก็งง และปวดหัว หลังจากได้  digest ข้อมูลสักพัก เราถึงได้ร้องอ๋อ มันเป็นแบบนี้นี่เอง และก็มีนักเรียนเราอยู่หลายคู่มากที่เป็นแบบนี้

เราเองก็ได้แต่คิดในใจว่า เออ ชีวิตเด็กนักเรียนพวกนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบนะ มีนักเรียนอีกหลายคนที่ต้องนอน 2 บ้านเพราะว่าพ่อกับแม่แยกทางกัน จันทร์-ศุกร์อยู่กับแม่ เสาร์-อาทิตย์อยู่กับพ่อ ฝรั่งที่นี่เห็นเป็นเรื่องปกติ แต่เรากลับมองว่ามันเป็นอะไรที่ dysfunction ไม่อบอุ่น แต่ก็นั่นแหละ มันคือชีวิต ชีวิตที่ไม่ได้สวยหรูไปหมดสะทุกอย่าง ชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ชีวิตของเด็ก broken home

Sunday, December 20, 2015

ลักษณะนิสับการกินของนักเรียนฝรั่ง ที่น่าเป็นห่วง


เมื่อ 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสเดินทางกับเด็กนักเรียน 8 คน เพื่อไปแข่งขันการเขียนโปรแกรมของหุ่นยนต์ เนื่องจากว่าโรงเราอยู่ที่รัฐ NSW แล้วต้องไปแข่งขันที่ Melbourne, รัฐ VIC เราก็ต้องเดินทางไปกับเด็กๆนักเรียน โดยการเช่ารถบัสและมีรอง ผ.อ. เป็นคนขับ และมีอาจารย์หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ไปด้วยคนหนึ่ง สรุปก็คือมีอาจารย์ไป 3 คน เด็กนักเรียน 8 คน การเดินทางก็ประมาณ 10 ชั่วโมง และเราก็ไปพักที่ Caravan Park กัน 2 คืน ซึ่งก็ไม่แพงมาก

เดินทางกันวันศุกร์เช้า กลับวันอาทิตย์เช้า และช่วงของการเดินทาง เราก็ต้องมีการพัก break ให้เด็กๆนักเรียนได้ยืดเส้นยืดสาย เข้าห้องน้ำและหาอะไรกินกัน

การเดินทางของโรงเรียนที่ออสเตรเลีย ไม่ว่าจะเป็นการไปทัศนศึกษาหรืออะไรก็ตามแต่ เด็กนักเรียนต้องเตรียมเงินไปซื้ออาหารกินกันเอง หรือไม่ผู้ปกครองก็ต้องเตรียมอาหารให้กับเด็กๆ เพราะโรงเรียนมัธยม เด็กนักเรียนโตๆกันแล้ว เราจะให้เด็กๆหาซื้ออาหารกินกันเอง

จากการเดินทางในครั้งนี้ ทุกครั้งที่มีการพัก break เราก็จะเห็นนิสัยการกินของเด็กนักเรียนฝรั่งที่นี่ คือแต่ละคนจะวิ่งเข้าหาอาหารที่เป็น fastfood กันทั้งนั้น อาหารทอด อาหารที่มีแต่ cheese มีแต่เนย และเครื่องดื่มก็จะเป็นพวกเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่มีแต่น้ำตาล ไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่เป็นประโยชน์สักอย่าง ดังนั้นไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเด็กนักเรียนฝรั่งถึงอ้วนกันมาก

ทุกครั้งที่จอดรถเพื่อให้เด็กนักเรียนได้พักผ่อนและหาอะไรกิน แทบจะ 99.99% ปั๊มน้ำมันส่วนมากก็จะมีแต่พวกอาหาร fastfood, McDondal, KFC และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย แทบจะหาอะไรที่มัน healthy กินไม่ได้เลย นั่นคือสิ่งที่เราสังเกตุจากการเดินทาง ทีแรกเราก็คิดว่าอาจจะเป็นเพราะในระหว่างการเดินทาง ของกินมีให้เลือกน้อย นักเรียนก็เลยต้องเลือกกินเท่าที่เค๊ามีขายกัน

แต่พอเราไปถึง Melbourne หลังจากการแข่งขันการเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์อะไรเสร็จ เราก็พานักเรียนไปทานข้าวที่ร้านอาหาร ที่นักเรียนสามารถสั่งอะไรก็ได้ มีทั้งที่ healthy และก็ไม่ healthy

อาหารอะไรก็ไม่ได้แพงมาก นักเรียนเตรียมเงินกันมาพออยู่แล้ว เพราะเราบอกผู้ปกครองเอาไว้แล้วว่าหลังจากการแข่งขัน เราจะไปทานอาหารที่ร้านอาหารกัน 

สรุปเรื่องของราคาไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไรกับนักเรียนเลย แต่ว่าเด็กนักเรียนชอบที่กินอาหารแบบพวก fastfood มากกว่า นี่แหละอิทธิพลของการโฆษณาอาหารพวก fastfood เด็กๆนักเรียนจะชอบกินอาหาร fastfood กันมากกว่า เพราะเป็นอะไรที่คุ้นเคย เป็นอะไรที่เห็นโฆษณาอยู่ในทีวีทุกวัน

จากการได้สัมผัสการใช้ชีวิต การกินของเด็กนักเรียน บอกได้เลยว่าน่าเป็นห่วงมาก เพราะเด็กนักเรียนบางคนสั่งน้ำอัดลมปั่นมาแล้วแก้วใหญ่ แล้วยังจะสั่งแก้วที่ 2 อีก แต่เราก็ห้ามไม่ให้นักเรียนสั่งกัน เพราะเราเป็นอาจารย์เองเรายังไม่สั่งเลยไอ้พวกน้ำอัดลมพวกนั้น และสังเกตุเห็นได้ว่า นักเรียนคนที่อยากจะสั่งน้ำอัดลมปั่นแก้วใหญ่แก้วที่ 2 จะเป็นพวกร่างใหญ่ๆทั้งนั้นเลย

เห็นแล้วก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ แต่อาจารย์ที่ประเทศออสเตรเลียจะพูดอะไรต้องระวัง เพราะอาจารย์ที่นี่ไม่มีสิทธิ์วิพากวิจารย์เรื่องรูปร่างของนักเรียน คือเรามีหน้าที่สอนวิชาอะไรเราก็สอนวิชานั้นๆไป ซึ่งเราคิดว่าผิดนะ เราคิดว่าอาจารย์ควรจะมีสิทธิ์พูดและแนะนำในเรื่องเหล่านี้ เพราะเราคิดว่าเราเป็นอาจารย์ เรามีทักษะและหลักจิตวิยาในการพูดกับนักเรียน

Saturday, November 14, 2015

ครูผู้บริหารต้องหนักแน่น


โรงเรียนที่ออสเตรเลีย ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนรัฐบาลหรือโรงเรียนเอกชน การบริหารปลีกย่อยจะอยู่ที่โรงเรียนสะมากกว่า เพราะหน่วยงานรัฐบาลกลางเองก็คงเข้ามาดูแลไปไม่ทั่วถึง นี่ก็เป็นที่มาของนโยบาย local school, local decision ที่ออกมาได้ไม่กี่ปีมานี่เอง

local school, local decision ก็คือการบริหารและการตัดสินใจอะไรหลายๆอย่างจะขึ้นอยู่กับผู้บริหารของโรงเรียน ซึ่งก็คือ ผ.อ. และก็ รอง ผ.อ. ซึ่งเรื่องงบประมาณอะไรพวกนี้ ทางผู้บริหารก็ต้องจัดการและดูแล ในขณะเดียวกันทางผู้บริหารเองก็ต้องดูแลสวัสดิการของครูอาจารย์และคนที่ทำงานในองค์กรนั้นๆด้วย โดยเฉพาะการลงโทษเด็กที่ทำความผิดในโรงเรียน ซึ่งรอง ผ.อ. ก็จะเป็นครูปกครองที่คอยลงโทษเด็กที่ทำความผิด

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เด็กนักเรียนชาย year 11 (ม.5) ได้แสดงท่าทางที่ไม่เหมาะสมทางเพศกับอาจารย์ผู้หญิง และอาจารย์ผู้หญิงคนนี้ก็เป็นอาจารย์ใหม่ คือประมาณว่าอายุก็ไม่ห่างจากเด็กนักเรียนเท่าไหร่ จริงๆแล้วสังคมฝรั่ง อายุห่างกันหรือไม่ห่างกันนั้นไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่ ใครจะทำอะไรกันขึ้นมา จะมี sex จะมีการร่วมเพศกันหนะเหรอ อายุมันไม่ได้เกี่ยวเลย ดังนั้นอาจารย์สาวกับเด็กนักเรียนหนุ่มๆนี่ก็ยิ่งต้องระวังเข้าไปกันใหญ่ เพราะเด็กฝรั่งโตเร็ว เด็กนักเรียน year 11 (ม.5) นี่ก็เป็นหนุ่มกันแล้ว...

การแสดงท่าทางที่บ่งบอกถึงการร่วมเพศหรือมีเพศสัมพันธ์นั้น ทางองค์กรทุกองค์กรที่ออสเตรเลีย ไม่เฉพาะที่โรงเรียน ถือว่าเป็นการหมิ่นประมาททางเพศ หรือ sexual harrasment ดังนั้นอีกฝ่ายที่ทำการหมิ่นประมาทจะต้องถูกลงโทษ ถ้าเป็นที่สถานที่ทำงาน อาจมีสิทธิ์โดนไล่ออกได้ เพราะทุกคนที่มาทำงานไม่ว่าจะเป็นองค์กรใหน หน่วยงานใหน อย่าว่าแต่โรงเรียนเลย ทุกคนที่มาทำงานจะต้องรู้สึกปลอดภัย รู้สึก safe 

ถ้าเรารู้สึกไม่ปลอดภัยแล้ว เราก็จะทำงานด้วยความหวาดผวา

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจารย์สาวได้ร้องเรียนไปที่รอง ผ.อ. ที่มีหน้าที่เป็นอาจารย์ฝ่ายปกครองของโรงเรียน ปรากฏว่าเด็กนักเรียนถูกหยุดพักการเรียนไปแค่ 2 วันเอง เพราะรอง ผ.อ. บอกว่าเด็กนักเรียน year 11 ไม่อยากให้หยุดพักการเรียนนาน เดี๋ยวกลัวจะเสียการเรียน แต่พวกครูก็มองว่า ถ้าเด็กนักเรียนเค๊าเป็นเด็กดี เป็นเด็กเรียนเค๊าจะไม่ทำท่าทางอะไรทุเรศแบบนี้กับอาจารย์ผู้หญิงหรอก อาจารย์หลายๆคนคิดว่าเด็กนักเรียนคนนั้นน่าจะถูกหยุดพักการเรียน 20 วัน ไม่ใช่ 2 วัน 

ครูหลายๆคนรู้สึกผิดหวังกับการบริหารและผู้ที่ทำงานอยู่เบื้องสูง ครูหลายๆคนรู้สึกว่าผู้บริหารไม่หนักแน่นกับเรื่องแบบนี้ แต่เราก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เพราะรอง ผ.อ. ได้ตัดสินใจไปแล้ว จะเปลี่ยนการตัดสินใจไม่ค่อยได้ แต่เราก็ได้แต่พูดกันเอาไว้ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรที่มีการหมิ่นประมาททางเพศแบบนี้จากนักเรียนอีก ทางอาจารย์เองก็คงจะแจ้งตำรวจเลยโดยตรง คงไม่ผ่านกระบวนการบริหารของโรงเรียน เพราะครูหลายๆคนมีความรู้สึกว่ามันป่วยการที่จะผ่านระบบการบริหารของโรงเรียน เพราะระบบการลงโทษไม่หนักแน่นพอ

เรามีความรู้สึกว่าการที่ใครจะเป็นครูผู้บริหารนั้นต้องหนักแน่น ต้องมีการดูแลสวัสดิการของครูและอาจารย์ที่โรงเรียนด้วย คนทุกคนที่มาทำงาน ไม่ว่าอาจารย์ผู้ชายหรืออาจารย์ผู้หญิง จะต้องรู้สึกปลอดภัยและ safe ทุกครั้ง ทุกวันที่เรามาโรงเรียน มาทำงาน มาสอน เพราะถ้าไม่อย่างนั้นแล้วพวกเราก็คงลาป่วยลาอะไรกัน เพราะที่ออสเตรเลีย เราสามารถลาป่วยเพราะความเครียดได้ เราเรียกกันว่า stress leave 

เป็นไงหละ เจ๋งมั๊ย คือโรงเรียนที่ออสเตรเลียจะดูแลพนักงานและเจ้าหน้าที่ในเรื่องของสุขภาพจิตใจด้วย (mental health) ไม่ใช่ดูแลแค่สุขภาพทางกาย ดังนั้นเราสามารถลาแบบ stress leave ได้

หากครูผู้บริหารไม่หนักแน่นในการทำงาน ไม่หนักแน่นในการลงโทษเด็กนักเรียนที่มีความผิด ผลเสียก็จะเกิดกับโรงเรียนก็คือ อาจารย์ต่างๆจะเกิดความเครียดจากการทำงาน ลาป่วยบ่อย ซึ่งก็จะมีผลเสียต่อการเรียนการสอนที่ไม่ต่อเนื่อง สุดท้ายแล้วคนที่ได้รับผลกระทบก็คือนักเรียนเอง แต่มันก็จะกระทบต่อเด็กนักเรียนที่ตั้งใจเรียนนั่นแหละ เพราะพวกที่มาโรงเรียนไปวันๆไม่ได้ตั้งใจเรียนอะไรหระเหรอ เค๊าไม่ได้รู้สึกหรือรู้ถึงผลกระทบอะไรหรอก

การลงโทษที่ไม่หนักแน่นพอก็จะเป็นผลเสียต่อบรรยากาศการเรียนการสอนของคนส่วนใหญ่ ซึ่งก็เหมือนกับการที่เราตัดเอาเนื้อร้ายออกไปจากร่างกายเพื่อรักษาเนื้อเยื่อและเซลที่ดี ดังนั้นการครูผู้บริหารจะรักษาเนื้อเยื่อที่ดีซึ่งก็คือเด็กนักเรียนที่ตั้งใจเรียน และก็รวมไปถึงครูอาจารย์ที่ตั้งใจสอนด้วย ครูผู้บริหารก็ต้องยอมทำใจและตัดเนื้อร้ายพวกนั้นออกไป ครูผู้บริหารจะสามารถตัดสินใจตัดเนื้อร้ายออกไปได้ก็ต่อเมื่อครูผู้บริหารเองเป็นคนหนักแหน่น กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดใจ กล้าลงโทษเด็กไปตามความรุนแรงของการกระทำ ไม่อย่างนั้นแล้วเค๊าก็จะบริหารโรงเรียนไม่ได้ โรงเรียนขาดเสถียรภาพ การเรียนการสอนไม่ต่อเนื่อง ครูอาจารย์หมดอารมณ์และความอยากที่จะมาสอน มาทำงาน...

เราคิดว่าหลัการบริหารหน่วยงานใหนๆก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนหรือที่บริษัท 

แล้วองค์กรของคุณหละ ผู้บริหารหนักแน่นมั๊ย...

Sunday, November 8, 2015

ครู นักเรียน และ social media


วันนี้เลือกที่จะเขียน blog เรื่อง "ครู นักเรียน และ Social Media" เพราะว่าเราเห็นเพื่อนที่เป็นอาจารย์ที่ประเทศสิงคโปร์สอนเด็กประถมและมัธยมและมีเด็กๆนักเรียนที่เป็นลูกศิษย์เต็ม social media ของเธอไปหมดเลย เราก็ได้แอบคิดในใจว่าเพื่อนเราคิดถูกหรือคิดผิดเนี๊ยะที่ให้ลูกศิษย์เข้ามาวุ่นวายเรื่องส่วนตัว เรื่องชีวิตประจำวัน เรื่องครอบครัวของเราคนที่เป็นอาจารย์ เพราะเค๊า post อะไรลงไปใน social media เด็กๆนักเรียนก็เห็นกันหมด ความเป็นส่วนตัวหายไปใหน!! แล้วกฎหมายหรือกฎระเบียบการศึกษาที่สิงคโปร์มันเป็นยังไงเหรอ เราไม่เข้าใจ 

Note: เราเคยทำงานที่สิงคโปร์มาก่อน เป็น programmer อยู่ที่นั่น 4 ปี ก็เลยมีเพื่อนๆที่สิงคโปร์เยอะ

เราเข้าใจว่าแต่ละประเทศ กฎหมายและกฎระเบียบการศึกษาไม่เหมือนกัน ที่ออสเตรเลีย อาจารย์ทุกคนจะถูกห้ามที่จะมีเด็กๆนักเรียนลูกศิษย์มาเป็นเพื่อนใน facebook หรือโลกสังคม online, social media ของคนครู สาเหตุก็เพราะคนที่เป็นอาจารย์เราต้องแยกสังคมส่วนตัวและการงานให้ออก จะเอามาปะปนกันไม่ได้

เป็นเรื่องปกติของนักเรียนส่วนมาก โดยเฉพาะเด็กนักเรียนมัธยมที่กำลังเป็นนวัยรุ่น กำลังเริ่มสนุก กำลังเริ่มใช้ social media ใหม่ๆ อาจจะไม่ค่อยเข้าใจหลักที่ควรหรือไม่ควรว่าจะใช้ social media ให้เกิดประโยชน์อะไร ยังไงบ้าง อย่าว่าแต่เด็กนักเรียนเลย ผู้ใหญ่เราเองก็เถอะ หลายๆคนควรเรียนรู้หลักการบฏิบัติในการใช้ social media, หรือภาษาทางวิชาการเราเรียกว่า netiquette เอาไว้บ้างก็ดี อันใหนควร อันใหนไม่ควร

เด็กนักเรียนมัธยมส่วนใหญ่จะส่ง request มาขอเป็นเพื่อน หรือ add เข้ามาใน social media, คนที่เป็นอาจารย์ที่ออสเตรเลียจะต้องไม่รับเด็กนักเรียนเข้ามาใน social media ส่วนตัวของตัวเอง 

ยกเว้น Facebook page หรือ Twitter account ที่เป็น social media ทางการของทางโรงเรียน มีเอาไว้เพื่อประชาสัมพันธ์งานต่างๆให้กับนักเรียนและสังคมส่วนรวม อันนี้ถือว่า OK เพราะไม่ใช้ social media ส่วนตัว

สาเหตุที่กระทรวงการศึกษาของรัฐ NSW มีการห้ามอาจารย์ติดต่อกับเด็กนักเรียนผ่าน social media ส่วนตัว ก็เพราะว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็มีข่าวออกมาเรื่อยๆที่อาจารย์มีลูกศิษย์อยู่ใน social media ส่วนตัวของตัวเองแล้วถูกพักการสอน สาเหตุก็เนื่องด้วยมีอยู่วันหนึ่งอาจารย์ตรวจข้อสอบวิชาเคมี แล้วเด็กนักเรียนได้คะแนนน้อยกันมาก อารจารย์ก็เผลอไป update status ใน social media ส่วนตัวว่า เด็กนักเรียนพวกนี้ "โง่" จัง อะไรประมาณนี้ และเด็กนักเรียนก็ได้ทำการร้องเรียนไปที่ ผ.อ.

สรุปอาจารย์ที่สอนเคมีคนนั้นก็ถูกหยุดพักการสอน และก็เป็นข่าวออกหนังสือพิมพ์กันใหญ่โต อาจารย์คนนี้สอนอยู่ที่ Melbourne, อีกรัฐหนึ่งนะครับ

ปกติที่ออสเตรเลีย เราเป็นอาจารย์ เราจะพูดอะไร เราก็ต้องระวังปาก เราจะไม่เอาแต่จะพูด เราจะต้องคิดก่อนพูดเสมอ แล้วคำบางคำเราก็พูดไม่ได้ อย่างเช่นคำว่า "โง่" เป็นต้น แล้วถ้าไป update status ตัวเองใน social media แล้วมีนักเรียนอยู่ในนั้นอ่านเจอ รับรองได้เลยว่ากลายเป็นเรื่องใหญ่แน่นอน

หลายๆคนอาจจะอยากรู้ทำไมอาจารย์ที่ออสเตรเลียเรียกเด็กนักเรียนว่า "โง่" ไม่ได้ เราเรียกเด็กนักเรียนว่า "โง่" ไม่ได้ครับ เราต้องบอกว่าเด็กนักเรียนคนนั้น "ด้อยความสามารถ" คือประมาณว่านักเรียนได้พยายามแล้ว แต่เค๊าทำได้แค่นี้จริงๆ

นอกจากการที่เราจะต้องระวังในเรื่องของ social media แล้ว เราก็คิดว่ามันเป็นการไม่เหมาะสมที่นักเรียนต้องมารู้เห็นเรื่องส่วนตัวของเรา โดยเฉพาะสังคมที่ออสเตรเลีย เราจะให้ความสำคัญเรื่องของ privacy หรือความเป็นส่วนตัวกันมาก

แต่หลายคนอาจคิดว่า ไม่เป็นไร เพราะอาจจะสนิทกับเด็กนักเรียนบางคนเป็นพิเศษ 

ความสนิทกับเด็กนักเรียนนี่แหละยิ่งต้องระวังกันใหญ่เลย ยังไงเสียความสนิทมันก็ต้องมีขอบเขต เราบอกกับเด็กนักเรียนในห้องเสมอ โดยเฉพาะเด็ก senior class ที่เค๊าคิดว่าเค๊าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วสามารถเป็นเพื่อนเราได้ เราย้ำกับเด็กเสมอว่า เราเป็นอาจารย์ก็ต้องเป็นอาจารย์ สนิทกับเด็กนักเรียนได้ เพราะเด็กนักเรียน senior class ส่วนมากก็โตๆกันหมดแล้ว นิสัยดี ตั้งใจเรียน ไม่ได้ไร้สาระอะไรมากมาย แต่เราก็ย้ำกับเด็กนักเรียนว่า สนิทได้แต่เป็นเพื่อนไม่ได้

เราไม่รู้นะว่าหลักการปฏิบัติของแต่ละประเทศเป็นยังไง แต่คนที่เป็นอาจารย์หรือครูก็ต้องมี common sense เพราะมันไม่ใช่เรื่อง ที่เด็กนักเรียนจะพูดจาเล่นหัวหรือแซวอะไรเราใน social media เพราะเราไม่ใช่เพื่อนเล่นเค๊า

ทุกอย่างต้องมีขอบเขต มี boundary...

Sunday, November 1, 2015

เมื่อเด็กนักเรียนแปลงเพศ


ที่ออสเตรเลียมีกฎหมายว่าด้วยเรื่องของการเปลี่ยนแปลงเพศ ถ้าคนที่จะเปลี่ยนเพศ ผ่าตัดเปลี่ยนแปลงนั่น นี่ โน่น กี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่าไป เค๊าก็จะสามารถเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อตัวเองได้ อาจจะเปลี่ยนจาก "นาย" เป็น "นางสาว" หรือจาก "นางสาว" เป็น "นาย" ก็แล้วแต่ ที่ออสเตรเลียเรามีกฎหมายรองรับในเรื่องของแบบนี้ ในขณะเดียวกัน ในฐานะที่เราเป็นอาจารย์ ถ้าเด็กนักเรียนที่โรงเรียนเรามีการเปลี่ยนแปลงเพศกันขึ้นมา เราเป็นอาจารย์เราก็ต้องมีการตั้งรับกับสถานการณ์ต่างๆ เพราะนี่คือโรงเรียนมัธยม ไม่ใช่มหาวิทยาลัย

โรงเรียนมัธยม เรายังคงต้องดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ไม่เหมือนมหาวิทยาลัย ที่เรียนแบบตัวใครตัวมัน

โรงเรียนมัธยม เด็กๆนักเรียนยังถือว่าเด็กอยู่นัก อายุเริ่มจาก 12 - 18 ปี ดังนั้นถ้าเรื่องการเปลี่ยนแปลงเพศของเด็กนักเรียนไม่ได้รับการวางแผนว่าพวกเราอาจารย์จะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร เหตุการณ์อะไรต่างๆที่แย่ๆก็อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะเด็กๆอาจมีการล้อเลียนกัน พูดจาอะไรเสียดสีเพื่อทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายหนึ่งก็อาจจะเป็นได้ 

โรงเรียนที่ออสเตรเลียเราจะสนับสนุนเด็กนักเรียนในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าเด็กนักเรียนต้องการทำอะไร อยากเป็นอะไร ขอให้พ่อแม่ที่บ้านเค๊าเห็นด้วย หน้าที่เราของคนที่เป็นอาจารย์ก็คือ เราต้องสนับสนุนและคอยดูแลอย่างใกล้ชิดว่าจะไม่เกิดการล้อเลียนอะไรกันขึ้นภายในโรงเรียน เพราะเด็กนักเรียนฝรั่ง อะไรนิดอะไรหน่อย ก็จะทำร้ายตัวเอง กรีดแขนตัวเอง นั่น นี่ โน่น สารพัดอย่างที่ครูและอาจารย์ต้องเจอ

ที่โรงเรียนเราก็มีเด็กนักเรียนผู้ชาย ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างการกินโฮโมนต์เพื่อเปลี่ยนเพศเป็นผู้หญิง นักเรียนได้รับการสนับสนุน ความยินยอมและเห็นด้วยจากผู้ที่เป็นแม่ แต่คนที่พ่อก็รับไม่ค่อยได้เท่าไหร่นัก ในฝ่ายของโรงเรียนเอง เราก็มานั่งคิดพิจารณาว่าสรุปแล้วเด็กนักเรียนคนนี้ต้องเริ่มแต่งเครื่องแบบแบบใหนมาโรงเรียน เราจะอะลุ่มอล่วยกับเค๊าได้มากน้อยแค่ใหน 

ทุกอย่างที่โรงเรียนดำเนินไปได้ด้วยดี เนื่องด้วยนักเรียนคนนี้อยู่ชั้น senior year แล้ว; ม.5-ม.6 เด็กนักเรียน ม.5-ม.6 เริ่มโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว การล้อกันอะไรจะไม่ค่อยมีเหมือนเด็กนักเรียนที่อยู่ junior year ม.1-ม.4 สักเท่าไหร่นัก ปัญหาอะไรก็เลยไม่ค่อยมี ดูๆแล้ว เพื่อนๆร่วม year ของเค๊าก็คอยดูแลเด็กนักเรียนคนนี้เป็นอย่างดี เหมือนเป็นกำลังใจให้กัน อะไรประมาณนี้ 

เราก็ไม่รู้ว่า อนาคตเด็กนักเรียนคนนี้จะเป็นอย่างไร เมื่อเค๊าจบ ม.6 ออกไปเผชิญโลกกว้าง เพราะโลกข้างนอก โลกของความเป็นจริง เค๊าอาจจะไม่ได้รับการ support เหมือนที่โรงเรียนก็เป็นได้ เพราะที่โรงเรียนเค๊ายังเป็นเด็กนักเรียน มีอาจารย์และเจ้าหน้าที่เยอะแยะที่คอย support เค๊า แต่ถ้าจบออกไปแล้ว มันก็เหมือนตัวใครตัวมันแล้วหละ เค๊าต้องเผอิญโลกภายนอกด้วยตัวของเค๊าเอง

เราก็ไม่แน่ใจว่าที่เมืองไทยมีระบบหรือระเบียบอะไรเพื่อรองรับเด็กนักเรียนแปลงเพศแบบนี้มั๊ย เพราะสมัยที่เราเรียนอยู่ที่เมืองไทยมันก็นานมามากแล้ว แต่ที่รู้ๆก็คือ กฎหมายอะไรต่างๆที่เมืองไทย ยังแตกต่างจากประเทศในแถบตะวันตกเยอะ

ในฐานะของคนที่เป็นอาจารย์เราก็แค่ทำหน้าที่ของเรา คือสนับสนุนเด็กนักเรียน ไม่ว่าเค๊าอยากจะทำอะไร อยากเป็นอะไร ขอให้สิ่งที่เค๊าอยากเป็นหรือสิ่งที่เค๊าอยากทำไม่ได้ก่อปัญหาหรือเป็นภาระของใคร เราคนเป็นอาจารย์ก็ต้องสนับสนุน

Friday, October 30, 2015

Inner circle ความสนิทสนมของผู้บริหาร หรือเพื่อนร่วมงาน


โรงเรียนมัธยมที่ออสเตรเลียส่วนใหญ่ ตำแหน่งผู้บริหารสูงๆ ไม่ว่าจะเป็น ผ.อ. หรือรองผ.อ. คนที่ทำงานตำแหน่งสูงๆ เราจะสังเกตุได้ว่าพวกเค๊าเหล่านั้นจะมีความสนิทสนมกันในระดับหนึ่ง ซึ่งเราก็เข้าใจเพราะผู้บริหารเหล่านั้นเค๊าต้องทำงานด้วยกัน ประสานงานกันตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่บางทีมันก็มีผลประโยชน์ทางหน้าที่การงานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน แต่ก็บอกได้เลยว่า ระบบข้าราชการที่นี่แทบจะไม่มีใต้โต๊ะเหมือนเมืองไทย หรือมีก็มีน้อย 0.001% ทุกคนไม่กล้าทำอะไรกันใต้โต๊ะเพราะต่างก็กลัวว่าจะถูกร้องเรียนกัน เกิดอะไรขึ้นมา ได้ไม่คุ้มเสีย

แต่ความสนิทสนมเนี๊ยะมันก็อาจมีการเอื้ออำนายในตำแหน่งงานบ้างเล็กน้อย โดยเฉพาะตำแหน่งงานภายใน หรือที่เราเรียกกันว่า internal position 

โดยปกติแล้วที่รัฐ NSW โรงเรียนทุกโรงเรียนถ้าต้องการโฆษณาตำแหน่งงานอะไรต่างๆ โรงเรียนจะต้องแจ้งไปที่กระทรวงการศึกษาแล้วทางกระทรวงจะลงโฆษณาทุกวันพุธที่ website ของรัฐบาล แต่ละตำแหน่งก็จะทำการโฆษณาอยู่แค่ 2 อาทิตย์เท่านั้น นี่คือกฏระเบียบของกระทรวงการศึกษาที่รัฐ NSW โดยเฉพาะตำแหน่งงานประจำ-ถาวร full-time permanent เพื่อความเป็นธรรมกับทุกคนที่จะสมัคร ทางโรงเรียนจะโฆษณาอะไรเองไม่ได้ ทุกอย่างต้องการผ่านกระทรวงกลางหมดเลย

แต่ตำแหน่งงานชั่วคราวหรือตำแหน่งงานภายใน (internal position) ส่วนมากแล้วทางโรงเรียนจะไม่มีการประกาศลงโฆษณากับ website ของกระทรวงการศึกษา ถ้าหากมีตำแหน่งงานภายใน ทางผู้บริหารก็จะประกาศในที่ประชุมหรือไม่ก็ email แล้วบอกทุกคนว่าถ้าใครอยากสมัครก็ให้ติดต่อผู้บริหาร ถ้าหากมีคนสนใจตำแหน่งงานมากกาว่า 1 คน ทางโรงเรียนและผู้บริหารก็จะทำการสัมภาษณ์ แต่ถ้ามีคนสมัครแค่คนเดียว คนๆนั้นก็ได้ตำแหน่งไปเลย ปกติตำแหน่งชั่วคราวก็จะมีระยะการทำงานตั้งแต่ 1 อาทิตย์ ไปจนถึง 1 เทอม การที่ทางโรงเรียนจัดการและจัดสรรกันเองตำแหน่งงานและงบประมาณแบบนี้ ที่รัฐ NSW เราเรียกว่า local school local decision ซึ่งแต่ละรัฐจะมีระเบียบการไม่เหมือนกัน local school local decision ซึ่งก็คือประมาณว่าแล้วแต่ผู้บริหารจะจัดสรร ดังนั้นถ้าบางทีทางโรงเรียนมีตำแหน่งงานชั่วคราวอะไรที่มันว่างขึ้นมา ต่อให้ว่างแค่ 1 หรือ 2 อาทิตย์ บางทีรายได้ก็จะต่างกันลิบลับ เพราะว่าตำแหน่งงานและก็ความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน

อย่างเช่นตำแหน่งงานหัวหน้าภาควิชา ถ้าได้ไปทำงานในตำแหน่งรอง ผ.อ. แค่ 1-2 อาทิตย์ เค๊าก็จะได้เงินขึ้นมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว

บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมคนจะได้มาทำงานตำแหน่งชั่วคราวแค่ 1-2 อาทิตย์ ทำได้ครับเพราะถ้าบางทีคนที่ทำหน้าที่หรือตำแหน่งนั้นๆลา หรือไปอบรมอะไรบางอย่างสั้นแค่ 1-2 อาทิตย์ หรือแค่ 1-2 วันเองก็เถอะ

อยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย ไม่มีการทำงานฟรีๆ ต่อให้เราทำงานในตำแหน่งที่สูงกว่าตำแหน่งปัจจุบันแค่วันเดียว วันนั้นที่เรารับหน้าที่ในตำแหน่งที่สูงกว่า ถึงแม้ว่าจะชั่วคราว ถึงแม้ว่าจะแค่วันเดียว เราก็จะได้รับค่าแรงในตำแหน่งที่สูงกว่า ในวันนั้น ต่อให้ทำแค่วันเดียวก็เถอะ 

ระบบราชการที่นี่ก็ดีตรงเรื่องจ่ายตังค์นี่แหละ งบประมาณของรัฐบาลที่ออสเตรเลียจะสูงกว่าที่ไทยก็ตรงนี้แหละ ดังนั้นก็ไม่เป็นการแปลกที่ผู้บริหารเองจะหาเหตุผลอะไรมาสนับสนุนคนที่เค๊าอยากให้รับตำแหน่ง คนที่เค๊าสนิท ถึงแม้ว่ามันจะเป็นตำแหน่งแค่ชั่วคราว แต่ถ้าใครได้ทำงานพวกตำแหน่งชั่วคราวพวกนี้บ่อบๆ มันก็เป็นการปลูทางเพื่อไต่เต้าไปทำงานในตำแหน่งที่สูงขึ้นไป เพราะเค๊าก็สามารถเขียนในใบประวัติการทำงานว่าเออเนี๊ยะ เค๊าเคยทำงานในตำแหน่งนี้บ่อยๆนะ ในระหว่างที่ผู้บริหารคนนั้นไม่อยู่ อะไรประมาณนี้

ดังนั้นไม่เป็นการแปลกครับ ว่าเรื่องของความสนิทสนมจะมีการเอื้ออำนวยผลประโยชน์ในตำแหน่งงาน ไม่ว่าองกรนั้นจะเป็นองกรของรัฐหรือเอกชน ไม่ว่าจะอยู่ที่ประเทศใหนๆ แทบจะไม่แตกต่างกันเลย ถ้าเราสังเกตุว่าผู้บริหารคนใหน เดินไปใหนมาใหนด้วยกันบ่อยๆ เราก็พอจะเอาได้ว่า ตำแหน่งงานอะไรจะตกไปอยู่ที่ใคร...

สังเกตุมาแล้วหลายโรงเรียน

Friday, October 23, 2015

ครู ขาด ลา หยุด กันบ่อยเหลือเกิน


เนื่องด้วยสหภาพแรงงานของครูที่ประเทศออสเตรเลียที่เข้มแข็งที่เราได้เคยเขียนเอาไว้คราวก่อน การที่ครูที่ออสเตรเลียจะขาด จะลา จะหยุดก็ถือเป็นเรื่องปกติ ปวดหัวนิดหน่อย ติดธุระนั่น นี่ โน่น ก็ลาสะละ ที่โรงเรียนรัฐบาลก็จะมีครูลาครูขาดกันแทบทุกวัน ผลัดกันลา ผลัดกันขาดอยู่นั่นแหละ หรือไม่ก็มีงานอบรบ นั่น นี่ โน่น ที่ครูต้องไป เพราะครูที่ออสเตรเลียจะไม่ชอบอบรมอะไรเสาร์-อาทิตย์กัน น้อยนักที่จะมีวันใหนที่มีครูมาสอนที่โรงเรียนครบทุกคน แล้วเวลาที่ครูขาดหรือหายไปแบบนี้ ทางโรงเรียนก็ต้องเรียกครูชั่วคราว (casual teacher) เข้ามาสอนแทน ซึ่งครูชั่วคราวเหล่านี้ก็ไม่ได้สอนอะไรมากมาย เพราะเราเองก็เคยเป็นครูสอนชั่วคราวแบบสอนรายวันมาก่อน ครูที่มาสอนแทนก็จะแบบว่าเข้ามาดูแลเด็กก็แค่นั้นเอง เนื้อหาอะไรก็ไม่ค่อยได้สอนกันเท่าไหร่ เพราะปกติแล้วครูที่สอนชั่วคราวแบบรายวันก็จะแค่แจกๆ sheet ที่ครูประจำชั้นทำเตรียมเอาไว้ให้ ก็แค่นั้นเอง

การที่ครูขาด หรือหายไปแบบนี้ เราคิดว่ามันมีผลต่อการเรียนของเด็กนักเรียน เพราะการเรียนการสอนจะไม่ต่อเนื่อง เพราะครูที่มาสอนแทนก็ไม่ได้สอนอะไรมากมาย มานั่งคุมๆเด็กและก็รอโรงเรียนเลิก ก็แค่นั้นเอง เป็นการสูญเปล่าของเวลา

ครูฝรั่งที่นี่ เอ๊ะอะอะไร สวัสดิการของเค๊าต้องมาก่อน จนบางทีก็ลืมนึกถึงไปว่า สรุปแล้วหน้าที่จริงๆของเค๊าคืออะไร

คนเราจะขาด จะลา จะป่วย เป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยเนี๊ยะ มันห้ามกันไม่ได้จริงๆ แต่ไอ้พวกที่ป่วยการเมืองนี่สิ ช่างเป็นเสนียดจัญไรของสังคมเลยจริงๆนะ มีครูหลายคนชอบสบาย มาชิวๆ สอนเช้าชามเย็นชาม รอแต่จะลา นั่น นี่ โน่น ใช้สวัสดิการของตัวเองให้ถึงที่สุด และคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือนักเรียน

เรานะกว่าจะขาด กว่าจะลา เราต้องคิดแล้วคิดอีก คิดว่าห้องใหนชั้นใหนมั่งที่จะต้องขาดเราไปในวันนั้นๆ คาบเรียนนั้นๆ เราไม่ได้ยกยอปอปั้นว่าตัวเองเก่งเลิศอะไร แต่ก็คิดว่าหัวใจ หน้าที่และความรับผิดชอบของความเป็นครูยังคงพอมี ถึงแม้ว่าเราจะเป็นครูมือใหม่ และก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะมาเป็นครูอะไรมากมายก็ตามเถอะ เราคิดว่าเราคิดถึงสวัสดิการและการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนมากกว่าครูหรืออาจารย์หลายๆคนที่ทำงานมานานมากกว่าเรา

เราก็เข้าใจนะว่าครูเองก็ต้องมีสวัสดิการของครูด้วย เพราะคนเราก็ไม่ใช่หุ่นยนต์หรือเครื่องจักรเครื่องกลอะไร จะขาด จะลา อะไรมันก็ทำกันได้ แต่ทุกอย่างก็ควรมีขอบเขต ดำเนินไปด้วยความพอดี เดินทางสายกลาง ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ถ้าทำได้อย่างนั้นเราก็คิดว่า การเรียนการสอนที่โรงเรียนก็จะไม่มีผลกระทบมาก เป็นอะไรที่ win-win ด้วยกันทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเด็กนักเรียน ครู และก็โรงเรียนเองด้วยก็เถอะ

เรารู้และก็เชื่อมั่นว่าครูดีๆมีเยอะอยู่ถมไป แต่ครูจัญไรที่คอยเอาเปรียบสังคมก็มีเช่นกัน ออสเตรเลียเองก็เถอะ เมืองนอกก็เถอะ ฝรั่งก็เถอะ ไม่ได้เลิศหรูอะไรไปกว่าเมืองไทยเราหรอก

นิสัยมนุษย์เนี๊ยะ มันช่างไม่แบ่งชนชาติเลยจริงๆนะ...

Sunday, October 11, 2015

ไม่อ้วนเอาเท่าไหร่


ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศออสเตรเลียผลัดกันขึ้นครองอันหนึ่งของประเทศที่มีประชากรอ้วนมากที่สุดในโลก รู้สึกว่าปีที่แล้วออสเตรเลียมีประชากรเกือบ 50% ที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานและรัฐบาลเองก็มีการออกมารณรงค์ให้ประชากรที่ออสเตรเลียให้มีการ active กันมากกว่านี้ ไม่ใช่วันๆมัวแต่นั่งดูทีวี ร่างกายไม่มี movement อะไรเลย

คนเราจะอ้วนหรือไม่อ้วนนะ มันเริ่มมาจากครอบครัว การเลี้ยงดูและก็การศึกษา เราเป็นอาจารย์ที่โรงเรียน แต่ห้ามพูดคำว่า "Fat" หรือบอกเด็กนักเรียนว่า "You are fat" เพราะว่าจะทำให้เด็กขาดความมั่นใจ และระบบการศึกษาที่ออสเตรเลียก็คือ... You จะเป็นใครก็ตาม ทุกคนมีสิทธิทางการศึกษาเท่าเทียมกัน ไม่ว่า you จะอ้วน จะผอม จะรวย จะจน จะเป็นเกย์ เป็นเลสเบี้ยน หรือแต่งตัวได้แปลกประหลาดมหัศจรรย์ได้มากน้อยแค่ใหน ทุกคนก็มีสิทธิทางการศึกษาเท่าเทียมกัน ซึ่งจริงๆเราก็คิดว่าดีในส่วนนี้ เพราะถือว่าเป็นหลักสิทธิมนุษยชนเบื้องต้นที่ต้องเข้าถึงการศึกษา

สรุปคือ.... ครูหรืออาจารย์ไม่มีสิทธิ์ไปวิจารณ์รูปลักษณ์อะไรต่างๆของเด็กนักเรียน คือประมาณว่าเด็กนักเรียนอยากทำอะไร อยากเป็นอะไร ใฝ่ฝันเรื่องใหนเราต้องสนับสนุนเค๊า ช่วยคอยชี้แนะแนวทาง แต่ไม่บังคับ

แต่ในขณะเดียวกัน การที่ครูหรืออาจารย์ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์เด็กอะไรมาก นอกจากเนื้อหาที่เรียนในห้องเรียน มันก็เลยกลายเป็นว่าเด็กนักเรียนบางคนก็จะอยู่ใน dreamland ที่คิดว่าตัวเองถูกต้องเสมอ ทำอะไรไม่ค่อยสนใจใคร จะอ้วนจะผอมฉันไม่เกี่ยว ก็ฉันจะเป็นแบบนี้ ฉันจะกินแบบนี้ อะไรประมาณนี้

อะ... กลับเข้ามาเรื่องอ้วนๆของเราต่อดีกว่า 

เด็กนักเรียนที่นี่ บอกได้เลยว่าอ้วนมากกว่าเด็กนักเรียนที่เมืองไทยเยอะเลย เนื่องด้วยที่อาจารย์ไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดอะไรมากในเรื่องของน้ำหนัก เราก็จะปล่อยเรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ของอาจารย์ที่สอนวิชาพละ พอไม่มีคนที่โรงเรียนพูดเรื่องน้ำหนัก เด็กนักเรียนก็จะไม่ค่อยรู้ตัว ว่าตัวเองอ้วน คือเราเห็นแล้วก็อึดอัดแทนเพราะเรารู้ว่าถ้าเป็นที่เมืองไทยนะ ครูหรืออาจารย์มีสิทธิ์ที่จะบอกเรื่องแบบนี้กับเด็กนักเรียนได้ ซึ่งเด็กนักเรียนก็คงเข้าใจอยู่แล้วว่าครูหวังดี ไม่ได้พูดจาล้อเล่นสนุกๆในเรื่องรูปร่างหรือน้ำหนักของเด็กนักเรียน

พอเด็กนักเรียนที่อ้วนมากๆ ปัญหาที่ตามมาก็คือไม่มีชุดนักเรียนที่สามารถใส่ได้เพราะต้องสั่ง size พิเศษ สุดท้ายก็แต่งตัวซกม๊กมาโรงเรียนกัน อีกแหละ เห็นแล้วก็ยิ่งขวางหูขวางตาเข้าไปกันใหญ่ รู้สึกว่าอะไรต่อมิอะไรมันจะเป็น domino effect กันไปหมด มีการเชื่อมโยงกันไปหมด

ปัญหาเด็กนักเรียนอ้วน สามารถแก้ไขได้ถ้ารัฐบาลไม่ปิดกั้น และปิดปากครูหรืออาจารย์ที่โรงเรียนมากจนเกินไป เราเชื่อว่าอาจารย์มีจรรญญาบรรณพอและก็มีทักษะในการพูดกับเด็กนักเรียน เรารู้ว่าจะต้องพูดอะไรยังไงกับเด็กนักเรียน เรารู้วิธิการเอาน้ำเย็นเข้าลูบ เรารู้วิธีการพูดแบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น

แต่.... ทุกวันนี้ครูอาจารย์ไม่กล้าพูด เพราะเราถูกห้ามไม่ให้ในพูดเรื่องแบบนี้ ก็ได้แต่หวังว่านโยบายทางการศึกษาของออสเตรเลียจะมีการเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย... เพราะเห็นลักษณะการกินของเด็กนักเรียนแล้ว ไม่แปลกใจเลยที่เด็กๆนักเรียนที่นี่อ้วนกันเยอะ แค่เราได้ยินเด็กนักเรียนพูดกันเรื่องอาหารในห้อง อาหารแต่ละอย่างที่เค๊าพูดถึงจะเป็นพวก fast food, พวก junk food และก็จะเป็นพวกของทอดกันทั้งนั้นเลย ไม่ค่อยจะมีอะไรที่ healthy สักเท่าไหร่ จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเด็กนักเรียนที่ออสเตรเลียถึงได้อ้วนกันมากนัก