Pages

Saturday, August 29, 2015

นักเรียนกระโปรงสั้น

ตามที่เคยเท้าความเอาไว้กับ blog post ก่อนๆว่าที่ออสเตรเลีย โรงเรียนและระบบการเรียนการสอนมี 3 ประเภทคือ

  • โรงเรียนรัฐบาล
  • โรงเรียน Catholic
  • โรงเรียนเอกชนอิสระ
ปกติแล้ว 99.99% โรงเรียน Catholic และโรงเรียนเอกชนจะเข้มงวดในเรื่องของเครื่องแบบของนักเรียนมาก เพราะโรงเรียนต้องการสร้างชื่อและรักษาชื่อเสียง และโรงเรียนเค๊าก็ไม่ได้ง้อนักเรียนด้วย เพราะคิวเด็กนักเรียนที่จะลงทะเบียนเรียนด้วยหนะมีเพียบเลย เด็กนักเรียนที่จะลงทะเบียนเรียนที่โรงเรียน Catholic และโรงเรียนเอกชนนั้นต้องเข้าคิวรอ ซึ่งแตกต่างจากโรงเรียนรัฐบาลมากที่เด็กคนใหนจะมาลงทะเบียนเรียน เราก็ต้องรับเอาไว้หมด ไม่มีคำว่าเต็ม เพราะมันเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องให้การศึกษาแก่เด็กทุกคน ไม่ว่าเค๊าจะจนหรือรวย เลวหรือดีขนาดใหนก็ต้องรับเอาไว้ก่อน จะไล่ออกหรือเปลี่ยนโรงเรียนค่อยว่ากันทีหลัง

เครื่องแบบนักเรียนของโรงเรียน Catholic และโรงเรียนเอกชนจะเนี๊ยบมาก เด็กผู้ชายต้องผูกเนคไท เด็กนักเรียนผู้หญิงกระโปรงก็ต้องยาวถึงตาตุ่ม ห้ามแต่งหน้า และถ้าคนใหนผมยาวก็ต้องมัดหรือรวบผมด้วย ถ้าเป็นฤดูหนาว ทั้งเด็กนักเรียนผู้ชายและผู้หญิง ก็ต้องใส่สูท ซึ่งจะคนละอารมณ์กับโรงเรียนรัฐบาลเลย

โรงเรียนรัฐบาล เราให้เด็กนักเรียนเรียนฟรีจนถึง ม.6 และเราก็ไม่ได้เข้มงวดเรื่องเครื่องแบบมากเหมือนโรงเรียน Catholic หรือโรงเรียนเอกชน เรื่องใส่สูทตอนฤดูหนาวเหรอ หมดสิทธิ์ครับ เด็กนักเรียนที่มาเรียนโรงเรียนรัฐบาลไม่ได้มีถานะดีเหมือนเด็กที่ไปโรงเรียน Catholic หรือโรงเรียนเอกชน เราก็จะมีแค่ jacket หรือเสื้อกันหนาวที่มีโลโก้ของโรงเรียนให้เด็กใส่เท่านั้น แค่นี้ก็ดูหรูแล้ว ส่วนพวกสูทอะไรที่เราเห็นกันตามข่าวต่างประเทศ หรือตามอินเตอร์เนทนั่นเหรอครับ จะเป็นสูทเอาไว้ให้เด็กยืมใส่เวลาออกงานสำคัญๆเท่านั้น สร้างฉากเฉยๆ

กระโปรงของเด็กนักเรียนผู้หญิงของโรงเรียนรัฐบาลก็จะเหนือเข่าบ้างเล็กน้อย แตกต่างจากโรงเรียน Catholic และโรงเรียนเอกชนที่กระโปรงของเด็กนักเรียนผู้หญิงจะต้องถึงตาตุ่ม คือแบบว่ามันต่างกันราวฟ้ากับดินเลยจริงๆ

ปัญหาที่เกิดตามมาก็คือ ปัญหาเด็กนักเรียนกระโปรงสั้น เนื่องด้วยเราเข้มงวดอะไรได้ไม่มากสำหรับโรงเรียนรัฐบาล เพราะกฏหมายความเท่าเทียมกันทางด้านการศึกษาได้บัญญัติเอาไว้ว่า ทุกคนจะต้องมีสิทธิ์เท่าเทียมกันทางด้านการศึกษา ไม่ว่าจะจนหรือรวย พิการหรือไม่พิการ กระโปรงสั้นหรือกระโปรงยาวเราไม่สน ขอให้เด็กมาเรียน มาได้รับความรู้จากการเรียนการสอน ซึ่งจริงมันก็ถูกของเค๊าแหละนะ แต่มันก็อดที่จะทำให้เสียบรรยากาศในโรงเรียนไม่ได้

ปัญหาเรื่องเด็กนักเรียนกระโปรงสั้น ไม่ได้มีแทบทุกคน คือถ้าทุกคนใส่กระโปรงแล้วเลยเข่าขึ้นมานิดหนึ่งตามที่โรงเรียนกำหนดนะ มันก็จะไม่มีปัญหาอะไรเพราะมันก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไร แต่มันก็จะเริ่มมีปัญหาตรงที่ว่าเด็กมัธยมเริ่มที่จะเป็นวัยรุ่นกัน บางคนก็อยากจะตัว in trend กัน อยากทำตัวเท่ห์ เท่ห์แต่กินไม่ได้ คือพับหัวกระโปรงขึ้น คราวนี้หละ เดินกระโปรงกันสั้นจู๋เลยไปทั่วโรงเรียน

ส่วนไอ้เราจะไปบอกไปพูดอะไรมากก็ไม่ได้ เพราะอย่าลืมว่านี่คือเด็กนักเรียนฝรั่ง สังคมและวัฒนธรรมตะวันตก ถ้าเราไปบอกเด็กให้เค๊าพับหัวกระโปรงลงมาตามปกติเหรอ เด็กนักเรียนบางคนเค๊าไม่ได้สนใจอะไรเลย เดินยิ้ม ยืนหัวเราะแล้วก็เดินหนีเฉยไปก็มี คือเห็นแล้วก็เบื่อและเอือม

ยิ่งถ้าเป็นครูผู้ชายด้วยแล้วละก็ จะพูดจะจาอะไรไปก็ต้องยิ่งระมัดระวังเข้าไปใหญ่ เดี๋ยวเกิดการเข้าใจผิด โดนสอบวินัย พักการสอน นั่น นี่ โน่น อีก เรื่องเยอะครับ เรื่องเยอะ

สิ่งที่เราสามารถทำได้ก็คือ บอกอาจารย์ปกครองผู้หญิง ซึ่งทุกโรงเรียนจะมีอาจารย์ปกครองซึ่งจะดูแลเฉพาะเรื่องของเด็กผู้หญิงเท่านั้น ที่ออสเตรเลียเราเรียกว่า Girls Advisor เราก็จะบอกและก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของอาจารย์ที่เป็น Girls Advisor ไป

เด็กนักเรียนผู้หญิงบางคน พับหัวกระโปรงสั้นสะจน เวลาลมพัดก็ต้องรีบเอามือปิดกระโปรง เราก็คิดว่า เออ ถ้าพวกเค๊าไม่ใส่สะจนสั้นมากจนเกินไป เวลาลมพัดเค๊าก็คงไม่จำเป็นที่จะต้องเอามือมาปิดอะไร หรือบางทีเด็กนักเรียนกระโปรงสั้นพวกนี้ เวลาก้มลงหยิบอะไรเวลาเล่นกันนะ ไม่ได้ดูแลอะไรข้างล่างเลย เห็นแล้วก็เหนื่อยใจ

เราคงไม่มีรูปอะไรให้ดูนะครับ แต่ถ้าอยากรู้ว่าเด็กนักเรียนบางคนที่นี่เค๊าใส่กันสั้นขนาดใหน ก็ลองคิดถึงพวก "หมอลำซิ่ง" กันดูก็แล้วกันนะครับ คือสั้นกันอะไรประมาณนั้น

เราไม่ได้ลามกอะไรนะครับ เพียงแค่เล่าสู่กันฟัง เล่าถึงความแตกต่างระหว่างโรงเรียนและการเรียนการสอน ของที่ออสเตรเลียและที่เมืองไทย ก็แค่นั้นเอง...

Thursday, August 27, 2015

เด็กนักเรียนนิสัยเลว เรียกครูว่า bitch


อาทิตย์นี้มีเด็กนักเรียนชาย ม.2 เรียกอาจารย์รุ่นยาย รุ่นป้า ว่า bitch "แรด" เป็นเหตุการณ์ ที่แสดงออกถึงความเลว ไม่มีวัฒนธรรมและไม่เห็นหัวผู้หลักผู้ใหญ่ เพราะอาจารย์ผู้หญิงเอง อายุอานามแกก็ไม่ใช่อาจารย์เด็กๆรุ่นๆแล้ว คืออายุอาจารย์ท่านนี้ก็ประมาณว่ารุ่นยายแล้ว คิดว่าอาจารย์ท่านนี้อายุก็คง 60 กว่าๆแล้ว เพียงแต่แกยังไม่อยากเกษียณก็เท่านั้นเอง

เด็กนักเรียนฝรั่งที่นี่ เรื่องการเคารพผู้หลักผู้ใหญ่เหรอ มีน้อยมาก อย่าว่าแต่เรื่องเคารพครูเลย เคารพพ่อแม่เค๊าเองก็เถอะ 

เหตุการณ์ก็มีอยู่ว่า

เด็กนักเรียนชาย ม.2 ที่เรียนอยู่ห้องท้ายสุดคนหนึ่ง ซึ่งปกติก็จะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าเด็กนักเรียนคนนี้ เป็นเด็กนักเรียนนิสัยเลวคนหนึ่ง เดินเข้ามาในห้องเรียน แล้วอาจารย์ผู้หญิงท่านนี้จะคุยด้วย เกี่ยวกับพฤติกรรมในห้องเรียนที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อน แล้วอาจารย์ก็จะให้บัตรเหลืองเพื่อจะคอยมอนิเตอร์ความประพฤติของการเรียนทุกคาบของเค๊า (บัตรเหลืองจะมีคะแนน 0-2, 0 คือความประพฤติแย่, 1 คือความประพฤติไม่ได้แย่มาก, 2 คือความประพฤติเป็นที่น่าพอใจสำหรับคาบนั้นๆ)

เด็กนักชายไม่ยอมรับบัตรเหลือง แล้วก็เดินออกไปจากห้อง ปิดประตูเสียงดังโครม ตามประสาเด็กนักเรียนนิสัยเลว สรุปคือไม่ได้ให้โอกาสครูในการพูดหรืออธิบายเลยว่าทำไมครูถึงจะให้บัตรเหลืองแก่เค๊า 

เด็กนักเรียนเดินหายไปเลย อาจารย์ผู้หญิงท่านนั้นมองหาเด็กนักเรียนไม่เจอ ไม่รู้ว่าเค๊าไปหลบอยู่ที่มุมตึกตรงใหน อาจารย์ก็ไม่ได้สนใจ เพราะอาจารย์ต้องกลับมาสอนเด็กนักเรียนที่ห้องต่อ

พอใกล้ๆเลิกคาบการเรียนก็มีเสียงดนตรีเสียงดังจากมือถือ ดังมาจากข้างนอกห้อง เด็กนักเรียนในห้องก็ตะโกนออกไปให้เด็กนักเรียนชายคนนั้นหลี่เสียงดนตรีลงหน่อย เด็กชายที่อยู่นอกห้องก็ตะโกนกลับมาว่า เค๊าเปิดดนตรีเสียงดังเพื่อที่จะกวนประสาทอาจารย์ผู้หญิงเท่านั้นเอง แล้วก็เรียกอาจารย์ผู้หญิงว่า "Fucking bitch she is"

สำหรับคนที่อยากเรียนภาษาอังกฤษด้วย คำที่เด็กนักเรียนชายคนนั้นพูดจริงๆก็คือ

"I only did it to piss her off. Fucking bitch she is"

ต้องขอโทษเรื่องความหยาบคายของภาษานะครับ เพราะเด็กนักเรียนนิสัยเลวจริงๆที่เรียกอาจารย์ผู้หญิงอย่างนี้ เหมือนไม่เคารพผู้หญิงซึ่งเป็นเพศแม่ ดังนั้นจึงไม่ขอเซ็นเซอร์ เพราะเวลาเกิดเหตุการณ์อะไรแบบนี้ที่โรงเรียน ครูจะทำการบันทึกทุกอย่าง คำต่อคำ ไม่มีการเซ็นเซอร์ เพราะ ผ.อ. และ รอง ผ.อ. เวลาอ่านเหตุการณ์ต่างๆในระบบคอมพิวเตอร์ ผอ และรอง ผอ จะได้เห็นภาพที่ชัดเจน จะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และจะได้ติดตามเรียกเด็กมาคุย และลงโทษ ได้ถูกต้อง

ครู อาจารย์ที่เมืองไทย โชคดีนะครับ คงไม่ได้เจอเด็กนักเรียนนิสัยเลวอย่างนี้เด็กๆนักเรียนส่วนใหญ่จะให้ความเคารพ แตกต่างจากโรงเรียนที่นี่ เด็กนักเรียนฝรั่งจากห้องท้ายๆ พวกเด็ก bottom class เนี๊ยะ เจ้าปัญหาเลยแหละ เหมือนอย่างที่ได้อ่านๆกัน......

Wednesday, August 26, 2015

อัตราส่วนระหว่างครูกับนักเรียน


โรงเรียนมัธยมที่นี่ กฏหมายและสหภาพแรงงานครูกำหนดเอาไว้ว่า อัตราส่วนระหว่างครูกับนักเรียนต้องอยู่ที่ ครู 1 คน ห้ามมีเด็กนักเรียนเกิน 30 คนในห้อง ต่อให้โรงเรียนอยากจะลงทะเบียนเพิ่มเด็กเข้ามาแค่อีก 1 คนเป็น 31 คนต่อห้องนั้นก็ทำได้ยาก ยากเพราะที่เขียนไปแล้วคราวก่อนว่า สหภาพแรงงานครูที่นี่เข้มแข็งมาก ซึ่งบางทีก็เข้มแข็งมากจนเกินไป

ถ้าโรงเรียนจะลงทะเบียนเด็กเพิ่มมาอีกแค่ 1 คน ทางโรงเรียนก็จำเป็นที่จะต้องคุยกับสหภาพแรงงานครูก่อน ไม่งั้นก็จะเกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โต เพราะทุกโรงเรียนจะมีครูประมาณ 90% เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานครู

จริงๆแล้วการมีอัตราส่วนระหว่างครูกับนักเรียนแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน


1:30

นักเรียนไม่เยอะจนเกินไป ครูก็ได้จะสอนง่ายๆ สอนได้ทั่วถึง นี่ก็เป็นอีกสวัสดิการของครูที่นี่ที่สหภาพแรงงานได้ต่อสู้และเรียกร้องมา

เราจำได้ว่าตอนที่เราเรียนมัธยมอยู่ที่เมืองไทย ถ้าจำไม่ผิดนะ คิดว่ามีนักเรียนอยู่ประมาณ 50 คนต่อหนึ่งห้อง แต่เราก็เรียนกันมาได้ไม่มีปัญหาอะไร เพราะนักเรียนไทย คนไทย สังคมไทย เด็กๆนักเรียนจะเชื่อฟังครูอยู่แล้ว เรามีพื้นฐานเรื่องของการเคารพนับถือผู้ใหญ่ การเคารพครูเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว

ต่างจากเด็กนักเรียนฝรั่งที่นี่ เด็กนักเรียนที่นี่จะชอบพูด ชอบคุย ชอบแสดงความคิดเห็น ซึ่งจริงๆแล้วก็เป็นการดี เพราะนั่นเป็นการแสดงออกถึงความคิด ความเชื่อมั่นในตัวเองและอะไรอีกหลายๆอย่าง แต่บางทีเด็กนักเรียนฝรั่งเค๊าก็เป็นประเภทพวก เถียงคำไม่ตกฟากเหมือนกัน ซึ่งจะมีเยอะมาก และก็เป็นอะไรที่น่าเบื่อที่สุด เด็กนักเรียนห้อง top class เป็นเด็กเรียนเก่ง จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้ จะมีปัญหาก็เด็กนักเรียนที่อยู่ห้องท้ายๆนี่แหละ บางทีห้องท้ายๆเนี๊ยะ มีเด็กนักเรียน 30 คนก็ถือว่าเยอะเกินไปเสียด้วยซ้ำ เพราะถ้าเป็นเด็กดื้อนี่คือดื้อแบบสุดๆ

สำหรับเด็กนักเรียนห้องท้ายๆ ถ้าหากมีนักเรียน 30 คนต่อห้อง ปัญหามันเยอะมาก บางโรงเรียนก็จะแบ่งเด็กห้องท้ายๆ หรือ bottom class ออกเป็น 2 ห้อง คือมีเด็กนักเรียนอยู่แค่ 15 คนเอง เพราะถ้าเอาเด็กดื้อและเด็กเรียนไม่เก่งมารวมกัน 30 คนเนี๊ยะ ครูคงตายแน่ๆ

แต่โดยทั่วไปแล้วอัตราส่วนระหว่างครูกับนักเรียนที่นี่ก็จะเป็น 1:30 ซึ่งก็ยังไม่ถือว่าดีเท่าประเทศฟินแลนด์ เพราะที่ฟินแลนด์ อัตราส่วนระหว่างครูกับเด็กจะอยู่ที่ 1:15 และทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมาก

แต่ก็อย่างว่าแหละ การที่จะต้องจ้างครู 1 คนมาสอนเด็กนักเรียนแค่ 15 คนมันก็ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเหมือนกัน

เป็นครูอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย ถ้าได้สอนห้อง senior class ม.5 - ม.6 ด้วยแล้ว ยิ่งสบาย เพราะเด็กนักเรียนที่อยู่เรียนต่อ ม.5 กับ ม.6 ส่วนมากจะเป็นเด็กดี เพราะถ้าเด็กไม่ดี ไม่ชอบการเรียน พอจบ ม.4 หรืออายุครบ 17 เค๊าก็เลิกเรียนกันแล้ว ดังนั้นเด็กนักเรียนที่อยู่เรียนต่อ ม.5 - ม.6 ก็จะเป็นเด็กที่อยากเรียนจริงๆ ซึ่งก็มีไม่มาก ยิ่งถ้าเป็นวิชาเลือกอย่างวิชาคอมพิวเตอร์ด้วยแล้ว ยิ่งมีนักเรียนเลือกน้อย เพราะเด็กนักเรียนบางคนกลัวว่าจะเรียนยากเกิน อย่างตอนนี้ที่สอน ม.5 - ม.6 ก็จะเด็กนักเรียนห้องละแค่ 7 คนเอง 

เด็กนักเรียนห้องละ 7 คน สอนสบายมาก ไม่เครียด เพราะเด็กนักเรียนก็จะโตๆกันแล้ว ไม่ใช่เด็กๆเหมือนพวกเด็ก ม.1 เป็นอะไรที่ชิวมากเลย มันทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ เพราะเราดูแลเด็กได้ทั่วถึง ตรวจงานเด็ก 7 คน แป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว

เป็นอาจารย์สอนเด็กมาหลายปีแล้ว เห็นด้วยกับอัตราส่วนระหว่างครูกับนักเรียนที่นี่มากเลยครับ

Friday, August 21, 2015

สหภาพแรงงานครู


ที่ประเทศออสเตรเลีย แทบจะทุกสาขาอาชีพจะต้องมีสหภาพแรงงาน เพื่อที่จะดูแลสวัสดิการของพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน หรือรัฐวิสาหกิจ พนักงานส่วนมากที่ออสเตรเลียก็จะเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานกัน ดังนั้นสหภาพแรงงานที่ประเทศออสเตรเลียจึงเข้มแข็งมาก บางทีก็เข้มเข็งจนเกินไป แต่เราก็คิดว่าประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนมากก็จะเป็นแบบนี้กันแทบทั้งหมด โดยเฉพาะประเทศในแถบตะวันตก

เนื่องด้วยสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งดังนั้นประเทศในแถบตะวันตกจะไม่ค่อยมีการไล่พนักงานออกกันได้ง่ายๆ เราเคยสังเกตุใหมครับว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินที่เป็นของฝรั่ง จะมีแต่ใครแก่ๆ รุ่นป้าๆลูงๆ ทำงานกัน เพราะทางสายกินไม่สามารถโละพนักงานเหล่านั้นได้ง่ายๆ ในขณะที่สายการบินในแถบเอเชียเรา พนักงานบนเครื่องบิน จะมีแต่คนหนุ่มสาว หน้าตาจิ้มลิ้ม เพราะสหภาพแรงงานของประเทศในแถบเอเชียยังไม่เข้มแข็งพอ

แต่ด้วยความที่ว่าสหภาพแรงงานที่มันเข้มแข็ง บางทีมันก็เข้มแข็งเกิน อย่างเช่นครูเนี๊ยะ เราก็มีการกำหนดมาเลยว่าสอน fulltime ต้องสอนกี่ชั่วโมง กี่นาที ขนาดมีการเปลี่ยนแปลงเวลาที่ต้องดูแลเด็กตอนเที่ยง ปีที่แล้วที่โรงเรียนมีการทดลองเปลี่ยนแปลงเวลากันดู แล้วปรากฏว่าครูเวรต้องทำหน้าดูแลเด็กตอนเที่ยงเพิ่มขึ้นอีก 2 นาที

2 นาทีครับพ่อแม่พี่น้อง กะอีแค่ต้องทำงานเพิ่มขึ้นมาอีกแค่ 2 นาที ก็มีคนต่อต้าน ออกความคิดเห็นนั่น นี่ โน่น เราก็คิดว่า อะไรกันเนี๊ยะ กะอีแค่ทำงานเพิ่มขึ้นแค่ 2 นาทีเนี๊ยะ มันคงไม่ตายหรอกมั๊ง ไม่ใช่ว่าเราจะต้องเป็นครูเวรตอนเที่ยงสะทุกวันสะเมื่อไหร่ อาทิตย์หนึ่ง คงได้เป็นครูเวรแค่ประมาณ 2 ครั้งเองหละมั๊ง

ด้วยความที่ว่าสหภาพแรงงานที่มันเข้มแข็งเกิน บางทีมันก็ดูไร้สาระ พวกที่บ้าเรื่องสวัสดิการของตัวเอง บางทีก็ลืมนึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวม ผลประโยชน์ของนักเรียน

อยู่ที่ออสเตรเลีย แทบไม่มีการอบรมกันช่วงเสาร์-อาทิตย์เลย เพราะสหภาพแรงงานครูถือว่าเป็นวันหยุดพักผ่อน การอบรมอะไรส่วนมาก ก็มีกันแค่ จันทร์-ศุกร์ พวกเสาร์-อาทิตย์จะมีน้อยมาก ซึ่งก็แล้วแต่มุมมองนะครับ บางคนก็บอกว่าดี เพราะเค๊าจะได้อยู่กับครอบครัวช่วงเสาร์-อาทิตย์ แต่บางคนก็บอกว่าไม่เป็นไร เค๊าอยากมีการอบรมช่วงเสาร์-อาทิตย์บ้าง เพราะว่าจันทร์-ศุกร์ จะได้ไม่ขาดสอน การเรียนการสอนจะได้ต่อเนื่อง ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วเราก็ชอบแบบหลังมากกว่าคือ เราอยากจะอยู่สอนเด็กนักเรียนมากกว่า จันทร์-ศุกร์ เพราะถ้าเราไม่อยู่ ไปอบรมหรือว่าอะไร ครูมาสอนแทนส่วนมากก็สอนไปงั้นๆแหละ คิดว่าสู้เราสอนเองไม่ได้ เพราะมันเป็นวิชาของเราเด็กนักเรียนของเรา เราจะรู้ลักษณะการเรียนรู้ของเด็กในวิชาของเราได้ดีกว่า

เนื่องด้วยสหภาพแรงงานที่มันเข้มแข็ง บางทีเรื่องเล็กๆน้อยๆจุกๆจิกๆมันก็เลยกลายเป็นเรื่องไร้สาระ เราก็เลยตัดสินใจไม่เป็นสมาชิกของกลุ่มสหภาพแรงงานมาได้ 2 ปีแล้ว เพราะสมาชิกเองก็ต้องจ่ายเงินค่าสมาชิกทุกปี เสียเงินเปล่าๆ เพราะบางทีสหภาพแรงงานที่มันเข้มแข็งเกิน เข้มแข็งจนบางทีนายจ้าง (รัฐบาล กระทรวงการศึกษา) เองทำอะไรแทบจะไม่ได้ รัฐบาลจะแตะจะต้องอะไร สหภาพแรงงานก็จะมีประท้วง หยุดสอนอะไรประมาณนี้

สหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง บางทีมันก็ทำให้เราลืมไปว่าสรุปแล้วหน้าที่จริงๆของเราคืออะไร มาสอนเด็กนักเรียน หรือว่ามาตักตวงเอาแต่ผลประโยชน์และสวัสดิการของตัวเอง จนลืมสวัสดิการของเด็กนักเรียน

เมื่อเราไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานครูแล้ว รู้สึกว่ามันโล่งๆโปร่งขึ้น เพราะเรารู้ดีว่า ณ ตอนนี้เราทำอะไรอยู่