Pages

Monday, July 27, 2015

การบรรจุเป็นครูที่นี่

เดี๋ยววันนี้เรามาอ่านเรื่องน่าเบื่อกัน แต่ผมก็คิดว่าสำคัญที่คนไทยน่าจะรู้ เผื่อจะได้เอาเป็นข้อมูลอะไรไปเปรียบเทียบหรือปรับปรุง

การบรรจุเป็นครูที่ออสเตรเลียไม่เหมือนที่เมืองไทย คือที่นี่เราไม่มีการสอบบรรจุ คือแบบว่าเรียนจบมาก็ไปสมัครเป็นครูได้เลย ไม่ว่าจะเป็นครูที่โรงเรียนรัฐบาล เอกชน หรือ Catholic

การเป็นครูที่นี่ มี 2 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกรมการศึกษา (Board of Studies) กับกระทรวงการศึกษา (Department of Education) กรมการศึกษาที่ New South Wales (NSW) จะดูแลครูทุกคนที่สอนหนังสือที่รัฐนี้ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนรัฐบาล Catholic หรือ เอกชน ก็คือว่าครูจะได้หมายเลขประจำตัวให้สอนในรัฐนี้ได้ และทางกรมการศึกษาก็จะดูว่าเราเรียนมาทางด้านใหน และสามารถสอนวิชาอะไรได้มั่ง ทุกคนที่เรียนจบมาก็แค่กรอกเอกสารไปทางกรมการศึกษา เราก็จะได้หมายเลขประจำตัวครูที่สามารถสอนได้ในรัฐนี้ สอนได้ที่รัฐนี้รัฐเดียวนะครับ ถ้าเราอยากสอนรัฐอื่นด้วย เราก็ต้องไปลงทะเบียนกับรัฐอื่นเอง 

พอเราได้หมายเลขประจำตัวครูผู้สอนมาซึ่งเราสามารถสอนได้ทั่วรัฐ

  • ถ้าเราอยากสอนโรงเรียนรัฐบาล เราก็เอาหมายเลขนี้ไปสัมภาษน์งานกับกระทรวงการศึกษา (ไม่ใช่กรมการศึกษา คนละหน่วยงานกัน) เพื่อเอาหมายเลขประจำตัวครูข้าราชการอีกต่อหนึ่ง สรุปคือเราจะมี 2 หมายเลขประจำตัว
  • ถ้าอยากจะสอนที่โรงเรียน Catholic ก็เอาหมายเลขประจำตัวที่ได้จากกรมการศึกษา ไปสมัครและสัมภาษณ์กับหน่วยงานของ Catholic ถ้าสัมภาษณ์ผ่าน เราก็สามารถสอนโรงเรียนของหน่วยงาน Catholic ได้ และก็จะได้หมายเลขประจำตัวครูสอนโรงเรียน Catholic อีกต่อหนึ่ง (อีกหนึ่งหมายเลขละ) แต่ทางโรงเรียน Catholic เองก็อยากได้คนที่นับถือศาสนา Catholic มากกว่า 
  • โรงเรียนเอกชน ง่ายหน่อย เราอยากสอนโรงเรียนใหน เราก็เอาใบสมัครไปยื่น และก็สัมภาษณ์แค่นั้นเอง เพราะโรงเรียนเอกชนไม่มีหน่วยงานกลางที่คอยดูแล ไม่เหมือนโรงเรียนรัฐบาลหรือโรงเรียน Catholic
ครูทุกคนที่รัฐ New South Wales ทุกๆ 5 ปีต้องมีการต่ออายุหมายเลขประจำตัวครูผู้สอนจากกรมการศึกษา ถ้าเราไม่ต่อ เราก็จะสอนโรงเรียนที่ NSW ไม่ได้ คือหมดสิทธิ์การสอน เพราะที่ออสเตรเลียมีครูมาใหม่และออกไปอยู่เรื่อยๆ

การต่อหมายเลขประจำตัวครูก็เพื่อเป็นการ make sure ว่าครูมีการพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อยๆ โดยภายใน 5 ปี ครูจะต้องมีการเข้าอบรม 100 ชั่วโมง หัวข้ออะไรก็ได้ แล้วแต่เราจะเลือกเอา ดังนั้นครูที่นี่จำเป็นมากที่ทุกคนต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะเทคนิคการสอนและเทคโนโลยีทางการสอนก็เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโยลี รัฐบาลมีการสนับสนุนเป็นอย่างมากให้เราใช้เทคโนโลยีในการสอน

การเข้าอบรมหรือเรียนรู้เพิ่มเติมก็สามารถเรียนแบบ online ก็ได้ ที่ออสเตรเลียมีเยอะแยะ

ก็ลองเปรียบเทียบความต่าง และความเหมือนกับเมืองไทยดูนะครับ เผื่อได้เกร็ดความรู้อะไรไปมั่ง


Saturday, July 25, 2015

อิสระมากเกินไปมั๊ยเธอ

เด็กๆที่ออสเตรเลีย จะถูกปลูกฝังให้มีความอิสระในการคิดการทำ ฝึกฝนให้เด็กกล้าคิดกล้าทำ มีความมั่นใจในสิ่งที่เค๊าเลือกในสิ่งที่เค๊าทำ ซึ่งก็เป็นการปลูกฝังมาแต่เด็ก ซึ่งก็จะเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย

การที่เด็กๆมีอิสระในความคิดและการกระทำนั้นก็ดีนะ แต่ทุกอย่างต้องมีขอบเขต

โรงเรียน Catholic และโรงเรียนเอกชนที่ออสเตรเลียจะเข้มงวดในเรื่องระเบียบวินัยทุกๆอย่าง รวมไปถึงการแต่งกายและเครื่องแบบนักเรียนด้วย

ในขณะเดียวกันโรงเรียนรัฐบาลสามารถปล่อยให้เด็กนักเรียนไว้หนวดไว้เคราได้ เด็กสามารถย้อมสีผม สีอะไรก็ได้แปลกๆใหม่ๆเราเห็นมาหมดแล้ว และที่ไม่เข้าใจก็คือเรื่องการเจาะโน่นเจาะนี่ของร่างกาย คนเราถ้าเจาะหูเพราะว่าต้องการใส่ตุ้มหูไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิง เออ อันนี้เราเข้าใจ แต่ที่ไม่เข้าใจคือเด็กนักเรียนมีการเจาะจมูก เจาะคิ้ว เจาะลิ้น และที่น่ากลัวและเราไม่ชอบที่สุดคือเด็กนักเรียนที่เจาะริมฝีปาก คือแบบว่ามองดูแล้วเหมือนแดร็กคูล่ายังไงบอกไม่ถูก

ซึ่งบางทีเราก็ไม่เข้าใจว่า พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กเนี๊ยะเค๊าคิดอะไรกันยังไง ส่วนโรงเรียนรัฐบาลเราไม่ได้มีกฏห้ามอยู่แล้ว เพราะขอให้เด็กนักเรียนตั้งใจเรียนก็พอ

ที่เด็กนักเรียนชอบเจาะโน่นเจาะนี่ เจาะร่างกายของตัวเอง หรือย้อมสีผมแรงๆก็อาจเป็นเพราะว่าเด็กๆเหล่านี้กำลังค้นหาตัวเองหรืออะไรสักอย่าง ยิ่งเป็นเด็กวัยรุ่นเรียนมัธยมด้วยแล้วหละก็ มีมาแทบทุกรูปแบบ รู้สึกว่าจะหลากหลายเกินเหตุ

และที่สำคัญคือ ครูไม่มีสิทธิ์ที่จะวิจารณ์ครับผม เพราะถือว่าเป็นความพึงพอของเด็กและเด็กก็ไม่ได้ทำผิดกฏอะไร เราปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครอง ถ้าเราไปวิจารณ์โดยใช่เหตุ เราอาจถูกร้องเรียนได้

เราหรึก็ต้องทนเห็นเด็กเดินไปเดินมาในโรงเรียน ย้อมผมมีทั้ง สีฟ้า สีชมพู และสีม่วง 

จะสังเกตุว่าเด็กที่ชอบแต่งตัวแปลกๆ เรียกร้องความสนใจโดยไม่ใช่เหตุ ส่วนมากจะเป็นเด็กที่มาจากห้องที่เรียนไม่ค่อยเก่งกัน หรือเราเรียกว่าห้อง bottom class (ที่เมืองไทยก็คงเรียกว่า ห้องโหล่สุด อะไรประมาณนี้)

ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันจุดประสงค์ที่แท้จริงของการย้อมสีผมเหล่านั้นมันคืออะไรกันแน่ ถ้าทำไฮไลท์หนะ ก็พอเข้าใจ แต่ถ้าย้อมทั้งหัว เป็นสีฟ้า สีชมพู สีม่วง อะไรประมาณเนี๊ยะ คือแบบว่าไม่เข้าใจจริงๆ เค๊าก็คงคิดว่าเค๊าเท่ห์สุดหละอะไรประมาณนี้ อย่างว่าแหละนะ เด็กๆมัธยมอยู่ในวัยที่กำลังคึกคะนอง อยากลองอยากเห็น อยากเด่น อยากดัง

โชคดีปีนี้เราได้สอนแต่เด็กห้องเรียนเก่ง เลยไม่ค่อยเห็นอะไรแปลกๆ

ก็อย่างที่เกริ่นไปตั้งแต่แรกคือ เราจะเห็นอะไรแปลกๆก็แต่เฉพาะที่โรงเรียนรัฐบาลเท่านั้น โรงเรียน Catholic และโรงเรียนเอกชนจะมีกฏที่เข้มงวดเรื่องการแต่งกายมากกว่าที่โรงเรียนของรัฐบาล บางทีเราก็จะเห็นเด็กถูกเชิญออกจากโรงเรียนเอกชนเพราะเค๊าไม่ยอมโกนเครา 

เราอยู่โรงเรียนรัฐบาลก็เลยต้องรับเคราะห์ไป...

Friday, July 24, 2015

Helicopter kids

คำว่า helicopter kids คือคำที่ใช้กันบ่อยในแวดวงการศึกษาที่ออสเตรเลีย คำว่า helicopter kids ก็คือลูกๆที่พ่อแม่คิดว่าลูกตัวเองดีเลิศประเสริจศรี ทุกอย่างที่ลูกทำก็คิดว่าดีไปหมด ชมลูกไปหมด ลูกก็เลยพลอยเชื่อไปด้วยว่าเค๊าเก่ง เค๊าเลิศ เค๊าประเสริจศรีจริงๆ คือลูกเค๊าต้องบินสูงตลอด เหมือน helicopter อะไรประมาณเนี๊ยะ

พ่อแม่แบบนี้ที่ออสเตรเลียมีเยอะครับ และเราก็คิดว่าที่ใหนๆก็คงมีเหมือนๆกัน

ถ้าเจอพ่อแม่ที่คิดว่าลูกตัวเองเป็น helicopter kids นะครับ เป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก พ่อแม่บางคนก็ควรจะตื่นออกมาจากความฝันแล้วมาเผชิญกับโลกของความเป็นจริงบ้างหน่อยก็จะดี เพราะเด็กนักเรียนหลายคน ที่บ้านจะประพฤติตัวแบบหนึ่ง แต่ที่โรงเรียนจะประพฤติตัวอีกแบบหนึ่ง อาจเป็นเพราะสิ่งแวดล้อม เพราะที่โรงเรียนมีเพื่อนๆเยอะ และเด็กนักเรียนฝรั่งที่นี่ก็จะรู้สิทธิ์อะไรต่างๆของเด็กด้วย

เค๊าจะรู้ว่าครูแตะต้องตัวเค๊าไม่ได้
เค๊าจะรู้ว่ายังไงเค๊าก็ไม่โดนเฆี่ยนที่โรงเรียนแน่นอน

ดังนั้นพ่อแม่หลายคนจะ surprise มากที่บางทีครูที่โรงเรียนโทรไปหาพ่อแม่หรือผู้ปกครองแล้วบอกเค๊าว่า เออ ลูกเธอหนะแย่นะ ลูกเธอเหลือขอนะ อะไรประมาณนี้

พ่อแม่บางคนชอบวาดฝันสวยหรู ว่าลูกเค๊าเป็นอย่างนั้น ลูกเค๊าเป็นอย่างนี้ โดยที่บางทีก็ลืมเหลือบมองดูลูกตัวเองว่าจริงๆแล้วลูกตัวเองเป็นอย่างนั้นที่ตัวเองวาดฝันเอาไว้หรือเปล่า พ่อแม่จะไม่ค่อยรู้ว่าเด็กหนะเค๊าสามารถสร้างภาพตบตาได้ ดังนั้นพ่อแม่หลายคนต้องเปิดใจให้กว้างด้วย โดยเฉพาะเด็กนักเรียนมัธยมหรือ high school เพราะเด็กโรงเรียนมัธยม เด็กๆเริ่มเป็นวัยรุ่น เริ่มเป็นหนุ่มเริ่มเป็นสาว มีอะไรหลายๆอย่างที่อยากลอง อยากรู้ อยากเห็น โดยเฉพาะเด็กฝรั่งแล้วหละก็ ไม่ต้องพูดถึง

ดังนั้นพ่อแม่หรือผู้ปกครองคนใหนชอบคิดว่าลูกตัวเองเป็น helicopter kids หละก็ เปอร์เซนต์ที่จะผิดหวังหนะมีสูงมาก

สำหรับคนที่มีลูกหรือใครอยู่ในควาดูแล แล้วคุณหละ คิดว่าเค๊าเหล่านั้นเป็น helicopter kids หรือเปล่า

ไล่เด็กออก

ใหนก็ได้เขียนเรื่องการให้เด็กพักการเรียนไปแล้ว เดี๋ยวขอต่อด้วยการไล่เด็กออกเลยก็แล้วกันนะครับ

โรงเรียนรัฐบาลกับโรงเรียนเอกชนจะมีนโยบายไม่ค่อยเหมือนกันเท่าไหร่ โรงเรียนเอกชนถ้าเมื่อไหร่นึกยากจะไล่เด็กออก อาจจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ สามารถไล่เด็กออกได้เลย ไม่ต้องรีรออะไรใดๆทั้งสิ้น

แต่โรงเรียนรัฐบาลที่ออสเตรเลียไม่ใช่จู่ๆเราจะสามารถไล่เด็กออกจากโรงเรียนได้เลย ต่อจะให้เด็กดื้อยังไงก็เถอะ เพราะเราต้องดูแลสวัสดิการเรื่องการศึกษาของเด็ก และนั่นก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบ เพราะกฏหมายที่นี่บังคับว่าเด็กต้องมีการศึกษาไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจนกว่าเด็กจะอายุ 17 ปี ในเมื่อโรงเรียนเอกชนสามารถที่จะไล่เด็กออกได้ตลอดเวลา ดังนั้นโรงเรียนรัฐบาลก็จะต้องแบกรับภาระในเรื่องสวัสดิการทางการศึกษาของเด็ก

การที่โรงเรียนรัฐบาลจะสามารถไล่เด็กนักเรียนออกได้นั้น โรงเรียนก็ต้องโชว์ว่าเราได้พยายามทุกวิถีทางแล้วที่จะดูแลเด็ก และให้สวัสดิการทางศึกษาแก่เด็ก การที่เราจะไล่เด็กออก เราก็ต้องหาโรงเรียนใหม่ให้เด็กไปเรียน จริงๆมันก็เหมือนกับการทำงานร่วมมือกันระหว่าโรงเรียน 2 โรงเรียน เพราะการที่เราไล่เด็กออกจากโรงเรียนเรา ก็เหมือนกับเป็นการบังคับย้ายให้เด็กไปเรียนที่โรงเรียนอื่น เพราะยังไงๆก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดูแลสวัสดิการการเรียนของเด็กอยู่ดี

การที่เราจะไล่เด็กนักเรียนออกได้นั้น เด็กก็ต้องแบบว่าปีหนึ่งมีประวัติโดนให้หยุดพักการเรียนบ่อยมาก เรื่องประวัติก็ไม่ต้องห่วงครับ เพราะโรงเรียนที่ออสเตรเลียมีระบบคอมพิวเตอร์ที่เก็บข้อมูลเด็กไว้แทบทุกอย่าง ผ.อ. หรือรอง ผ.อ. มาสามารถดึงข้อมูลออกมาดูได้ตลอดเวลา ฐานระบบข้อมูลที่นี่ต้องดีมากๆ ดังนั้นครูทุกคนเราถึงจำเป็นที่จะต้องบันทึกเหตุการณ์อะไรต่างๆที่เกิดขึ้นในห้องเรียนหรือในบริเวณโรงเรียนตลอดเวลา เพราะข้อมูลพวกนี้จะได้เอานำไปประมวลผลต่อไป ทำอะไรอยู่ที่ออสเตรเลียเราก็ต้องมีข้อมูล มี data จู่ๆเราจะไปกล่าวหาเด็กนักเรียนว่าดื้อ หรือมีความประพฤติไม่เหมาะสม นั่น นี่ โน่น ไม่ได้ ดังนั้น data จึงสำคัญมาก

การที่โรงเรียนจะสามารถไล่เด็กออกได้ ทางโรงเรียนก็ต้องโชว์ว่าทางโรงเรียนได้ทำทุกวิถึทางแล้วที่จะช่วยเหลือและดูแลสวัสดิการทางการศึกษาของเด็ก และเราก็ต้องคุยกับทางผู้ปกครองอยู่เรื่อยๆว่าจะเอายังไงกับเด็กนักเรียนดี เพราะถ้าอยู่ที่เดิมแล้วการเรียนเด็กไม่คืบหน้า หรือความประพฤติไม่พัฒนาขึ้นเลย อีกทางเลือกต่อไปก็คือต้องโดนไล่ออก

การไล่เด็กนักเรียนออกไม่ใช่เป็นการทำโทษเด็ก แต่ทางโรงเรียนมองว่าเป็นการเปลี่ยนสภาพแวดล้อม เพราะโรงเรียนได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ถ้าเด็กยังไม่ปรับปรุงตัวเองอีก ก็คงถึงเวลาที่จะต้องย้ายโรงเรียนแล้วหละ แต่เป็นแบบบังคับย้าย

การที่เราไล่เด็กออก อีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นการรักษาสภาพแวดล้อมทางการศึกษาของโรงเรียนด้วย และก็เป็นการดูแลสวัสดิการของครูผู้สอนด้วย เพราะถ้าครูได้ทำหน้าเราอย่างดีที่สุดแล้ว ถ้าสถานการณ์ยังไม่ปรับปรุง เด็กทนอยู่ไป ครูก็ปวดหัวเปล่าๆ เพราะที่โรงเรียนก็ต้องดูแลสวัสดิการของครูด้วย ไม่งั้นครูก็จะพากันลาออกไปหมด

เด็กที่โดนไล่ออกส่วนมากก็จะแบบว่าเป็นเด็กเหลือขอแล้ว ทางโรงเรียนทำทุกอย่างแล้ว ก็ประมาณว่า เออ ถ้าอยู่นี่ไม่ได้แล้ว ก็ไปๆที่อื่นสะเถอะ อะไรประมาณเนี๊ยะ

เด็กนักเรียนฝรั่งเหลือขอมีเยอะนะครับ อย่าคิดว่าไม่มี

เดี๋ยวโอกาสหน้า คงจะได้โอกาสเขียนเรื่องเด็กเหลือขอกันนะครับ